วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ประวัติส่วนตัว ภาค 12

          ระหว่างช่วงเดือน มิถุนายน กันยายน ผมผ่านช่วงเวลาของการทำงานจริงๆ เพื่อผลักดันให้โครงการพาเลทพลาสติกให้เช่าของ บุญรอด เพื่อให้กับตัวแทนตัวแทนจำหน่ายใช้ทั่วประเทศ เป็นหน้าที่ผมต้องเดินทางไปประชุมร่วมกับตัวแทนจำหน่ายหลายชมรมทั่วประเทศ และก็ต้องบอกเลยว่ามีผมคนเดียวจริงๆ ที่เป็นคนของ ลีโอ ลิ้งค ที่กล้าออกไปพบกับตัวแทนจำหน่าย ร่วมกับทีมผู้บริหารฝ่ายขายทั่วประเทศ เพราะเท่าที่ได้รับข้อมูลมา ตัวแทนจำหน่าย ผู้จัดการภาค ผู้จัดการเขตขาย รวมทั้งพนักงานขาย จะมีทัศนติที่ไม่ดีกับพนักงาน ลีโอ ลิ้งค เท่าไหร่ ซึ่งตรงนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร และเวลาประชุมชมรมก็จะมีเสียงบ่น เสียงว่า เกี่ยวกับการทำงานของ ลีโอ ลิ้งค ในทางที่ไม่ดี เช่น เรื่องการจัดส่งสินค้าไม่ตรงเวลา สั่งไปแล้วไม่ได้สินค้าบ้างละ และมันช่างเป็นเรื่องบัญเอิญว่าพนักงาน ลีโอ ลิ้งค เพียงคนเดียวไปนั่งอยู่ตรงนั้นก็โดนเต็มๆ เลย ผมก็ได้แต่ตอบไปว่าดูแลงานด้านพาเลทเป็นหลักส่วนงานจัดส่งสินค้าที่ไม่ตรงตามเวลานั้นเป็นหน้าที่ของทีมจัดส่ง แต่จะนำข้อมูลที่ได้รับไปแจ้งให้ทราบเพื่อปรับปรุงต่อไป พอได้ยินอย่างนี้แล้วผมไม่แปลกใจเลยที่เขาจะมองผมแปลก ๆ ว่ามาคนเดียวได้ไง กล้าจริงๆ ตรงนี้ผมไม่ได้สนใจเพราะงานของผมคือ นำเสนอโครงการพาเลท และต้องทำให้ดีที่สุดด้วย ปัญหาอื่นๆ ไม่ต้องสนใจทั้งนั้น สถานที่ที่ผมไป เช่น อ่างทอง โคราช ขอนแก่น พิษณุโลก เชียงใหม่ ส่วนภาคใต้ผมไม่ได้ลงไปเพราะมาประชุมที่กรุงเทพ อีกอย่างหนึ่งคือผมขับรถตัวเองไป ทั้งๆ ที่บริษัทเขาก็มีรถให้ เพราะผมคิดว่ามีความคล่องตัวกว่า ผมได้นำเสนอโครงการเพื่อให้ทางตัวแทนจำหน่ายทุกคนมีความเข้าใจในระบบบริหารจัดการพาเลท และผลตอบรับก็ค่อนข้างออกมาดีมาก จากนั้นก็จะเป็นเรื่องของการสมัครและลงข้อมูลในระบบออนไลน์ โดยข้อมูลตัวแทนจำหน่ายทั้งหมดผมเป็นคนทำเอง ติดต่อเอง ขายเอง เนื่องจากบางภาคผมยังไมได้ไปนำเสนอเช่น เหนือ อีสานเหนือ แต่ตัวแทนจำหน่ายก็มีโทรติดต่อเข้ามาเพื่อขอเช่าและรายละเอียด ผมเป็นเหมือนคนขายโครงการนี้หมดเลยนะครับ การตอบคำถาม โทรติดต่อ โดยเฉพาะกลุ่ม มิตรฯ ที่เป็นบริษัทในเครือบุญรอดเอง ผมก็โทรไปขายและตามใบสมัครเองคนเดียวทั้งหมด ผมไม่แปลกใจเลยที่คนของบุญรอดเขาทำงานกันอย่างนี้ ไม่ได้คิดจะช่วยเหลือกันและไม่ได้สนใจด้วยว่างานของคนอื่นคืออะไร นอกจากงานของตัวเองที่รับผิดชอบเท่านั้น และเลิกงานกลับบ้าน ถ้าได้นั่งอยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องทำงานยิ่งดีใหญ่ สุดท้ายก็ทำงานไม่เป็น ไม่มีความสามารถ ไม่เชี่ยวชาญ ไม่กล้าลงทำอะไรๆ เลยเพราะกลัวความผิดพลาดและการถูกตำหนิ ผมมองเข้าไปในแววตาของพวกเขา แต่อาจจะเป็นความคิดเห็นส่วนตัวว่าผมไม่เห็นแววแห่งความมุ่งมั่น ความเฉลียวฉลาด รอบรู้ มีความกระตือรือร้นเลย ผมไม่ได้พูดรวมถึงทุกคนนะครับ เฉพาะบางคนเท่านั้น แต่โดยส่วนใหญ่ 80% เป็นอย่างที่ผมเห็น  มีคำกล่าวหนึ่งที่ผมชอบมากๆ คือ ในเมื่อมันไม่มีอะไรที่ต้องสูญเสียเมื่อใช้ความพยายามและได้ประโยชน์ทุกทางถ้าหากมันทำได้สำเร็จ ก็จงทุ่มเทลงไปเถอะ จงทำเดี๋ยวนี้ ผมเฝ้ารอระบบพาเลทเริ่มใช้และดูว่ามันจะมีปัญหาอะไรไหม หน้าที่ผมก็คงมีเพียงเท่านี้ ผมวางแผนไว้ว่าพอรับโบนัสเดือน กุมภาพันธ์ แล้วก็จะลาออกกลางเดือน มีนาคม มีผล 15 เมษายน นั่นหมายความว่าผมกลับบ้านสงกรานต์ปีหน้า ก็คือลาออกจาก บุญรอด แล้ว และมี 2 ทางเลือก คือ หนึ่งผมเก็บของที่มีอยู่ในห้องของผมใส่ท้ายรถกระบะทั้งหมดและขับรถกลับบ้านและไม่กลับมาทำงานกรุงเทพอีกเลย และสองผมกลับไปพักผ่อนถึงสิ้นเดือนเมษายน และกลับลงมากรุงเทพใหม่  แต่จะบอกว่าไม่ดีก็ไม่ได้หรอกครับ โครงการพาเลทพลาสติกของบุญรอดทำให้ผมได้รับประสบการณ์ในการพูดคุยกับตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ มีทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดีเข้ามา ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ตามมาคือผมเสนอทางเลือกให้กับตัวแทนโดยไม่ต้องไม่จ่ายค่าไม้สูญหายให้กับ ลอสคัม ตัวละ 750 บาท โดยสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายของเก่าข้างทาง หรือร้านขายพาเลททั่วไปตามข้างถนนที่เขามีพาเลทลอสคัมขาย ตัวละ 50-250 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพพาเลท จะดีหน่อยก็ซื้อจากผู้ผลิตไม้พาเลทโดยตรง ซึ่งก็รู้จักและใช้บริการเป็นประจำ ตัวละ 370 บาท หลายคนอาจจะมองว่าดีกว่าจ่ายให้ ลอสคัม ตัวละ 750 บาท ราคาลดลงครึ่งหนึ่ง แต่ในดีก็มีเสีย ในเสียก็มีดี ตัวแทนบางรายก็บอกว่าผมมีส่วนได้เสียเรื่องนี้ โดยได้ตัวละ 10-20 บาทบ้างละ ผมแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองเลยว่าพวกเขาคิดกันได้อย่างไง ผมเองแม้แต่บาทเดียวก็ไม่เคยคิดจะได้ แม้กระทั่งคนภายในบุญรอดเองก็คิดว่าผมเองมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้ ผมไม่ค่อยสบายใจกับคำพูดเหล่านี้สักเท่าไหร่เลย แต่ผมไม่สนใจคำพูดเหล่านั้นเลยแม้แต่นิดเดียว อย่างที่ หลวงพ่อชา พูดว่า ทำความดีไม่มีใครเห็น มันก็ยังเป็นความดีอยู่นั้นเอง ผมอยากให้ถึงวันที่ผมตัดสินใจเดินออกจาก บุญรอด เสียทีเพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในเรื่องพวกนี้ แต่งานผมก็ยังไม่จบและต้องดำเนินต่อไป จนกว่าจะถึงวันนั้นผมก็ต้องอดทนอดกลั้นกับเรื่องพวกนี้ให้ได้ บางทีอาจจะดีก็ได้ที่เรื่องนี้ทำให้ผมหนักแน่นขึ้น เข้มแข้งขึ้น สุขุมเยือกเย็นและรอบคอบกว่าเดิม รู้ว่าอะไรสมควรพูดและไม่สมควรพูด มีประโยคหนึ่งนะผมชอบมากเลย ท่านกล่าวว่า คนฉลาดไม่ใช่แค่ฉลาดพูดเท่านั้นต้องรู้จัก นิ่งอย่างมีสติให้เป็นด้วย ต้องรู้ในสิ่งที่ไม่ควรพูดให้มากยิ่งกว่าสิ่งที่ควรพูด
          ในช่วงที่ผ่าน 3-4 เดือนมานี้ผมกลับมาอ่านหนังสือชุด  ปรัชญาชีวิตศาสตร์แห่งความสำเร็จ ของ ดร.นโปเลียน ฮิลล์ คิดแล้วรวย คิดแล้วสำเสร็จ คุมโชคชะตาความความสำเร็จ และคำคมและแรงบันดาลใจจากบทความต่างๆ เพื่อต้องการรู้ว่าคำตอบที่ผมกำลังค้นหาคืออะไร ผมจะต้องไปทำงานอะไรจึงจะรวยหรือมีทรัพย์สินต่างพร้อมๆกับการมีความสุขจากการทำงาน และจากการอ่านคืนแล้วคืนเล่าบางคืนผมตื่นมาตอนตี 1- 3 และผมก็นอนไม่หลับอีกเลยจนถึงสว่าง แต่ก็แปลกดีนะ ตอนกลางวันผมไม่รู้สึกง่วงเลย ไม่เพลียเวลามาทำงานตอนเช้า สมองผมคิดวางแผนการทำงาน แผนสำหรับอนาคต คิดตลอดเวลาเลยว่าจะทำอะไร อย่างไร และต้องแก้ตรงไหน สมองผมไม่หยุดคิด คิดทบทวนจุดแข็ง จุดเด่น จุดด้อย โอกาสของตัวเองที่จะนำความรู้ ความสามารถที่มีไปทำงานที่ตัวเองอยากทำ และมีความสุขที่สุด ผมมีสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อมั่นอยู่ตลอดเวลาว่าพระเจ้าท่านเข้าข้างผมมาตลอดและคอยช่วยเหลือผมทุกทางที่ผมเดิน หลายต่อหลายครั้งผมเหมือนมองเห็นปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับผลแต่ผมก็แก้ปัญหานั้นได้ทันแบบเหลือเชื่อก่อนที่คนอื่นจะทราบหรือได้หาทางแก้ไขป้องกันไว้เรียบร้อยแล้ว หลายๆครั้งที่ผมเองก็ค่อนข้างจะคิดมากกับเป้าหมายของตัวเอง เป้าหมายที่ถูกต้องคือ ต้องสามารถบรรลุได้ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบรรลุได้ก็เป็นเพียงความคิดที่ไร้สาระอย่างหนึ่งเท่านั้น ผมได้ทำการวิเคราะห์เป้าหมายในชีวิตของตัวเองอีกครั้งว่าการอยากกลับไปทำงานที่บ้านของตัวเองนั้นเป็นเป้าหมายสำหรับผม แต่ผมยังไม่รู้เลยว่าจะไปทำงานอะไร อาชีพอะไร และยังสามารถทำให้ผมมีรายได้ที่เลี้ยงตัวเองได้ ไม่เดือดร้อน ไม่พึ่งพาใคร และยังสามารถช่วยเหลือพี่ๆ ได้ ถ้าในตอนนี้หลายคนอาจจะคิดว่าผมจะกลับไปทำนา ทำสวน หรืออยู่บ้านเฉยๆ โดยไม่มีงานทำ สู้ผมทำงานที่กรุงเทพยังมีประโยชน์กว่า และที่บ้านนอกก็ไม่มีงานอะไรให้ทำและได้เงินเดือนสูงๆ นอกจากงานราชการเท่านั้น ผมทบทวนตัวเองหลายต่อหลายคืน ทำให้ผมได้ทบทวนความคิดจากเรื่องราวของตัวเองสมัยยังเด็กๆ ว่าสิ่งที่ผมชอบทำและกิจกรรมเหล่านั้นมันมีคำตอบและปรัชญาบางอย่างแฝงอยู่ คงเป็นเพราะผมอ่านหนังสือประเภทแรงจูงใจเยอะเลยเกิดความคิดอย่างนี้ และผมก็ไม่เคยเล่าให้ใครฟังว่าสมัยตั้งแต่ยังเด็กๆ มาแล้วสิ่งที่ผมลงมือทำและติดสินใจทำในบางสิ่งบางอย่างโดยที่ไม่มีใครบอกให้ทำนั้นมันมาจากไหน ใครเป็นคนบอกให้ผมทำ และติดสินใจว่าจะต้องทำสิ่งนั้นจนกระทั่งมาเป็นผมในวันนี้ ผมอาจจะค้นพบจิตใจของตัวเองเข้าบ้างแล้วละ ผมเลยอยากจะนำประสบการณ์สมัยเด็กๆ มาเล่าให้ฟังอีกครั้งหนึ่งแต่ครั้งนี้จะเป็นการแฝงด้วยแง่คิดและปรัชญาชีวิตที่ผมค้นพบกับตัวเอง
          ผมขอเริ่มจากเรื่องการใส่เบ็ดหาปลาซึ่งเป็นกิจวัตรประจำของเด็กอีสานช่วงหน้าฝนทุกคนที่ต้องรู้จักวิธีวางเบ็ดหาปลาเพื่อนำมาเป็นอาหารหลักของครอบครัว ผมเคยเล่าเรื่องนี้ให้กับเพื่อนๆ ที่เรียน MBA ด้วยกันฟังบ้างแล้วหละ ตอนที่เรียนวิชากลยุทธ์ ทำให้ผมคิดว่าอะไรคือกลยุทธ์ ผมว่าชีวิตผมตั้งแต่ยังเด็กๆ คิดถึงการวางแผนและกลยุทธ์เพื่อให้ชีวิตตัวเองอยู่รอด การวางเบ็ดหาปลานั้นผมว่าเป็นกลยุทธ์ชั้นยอดอย่างหนึ่งเลยละ ถ้าจะเปรียบเทียบกับกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เจ้าของกิจการ ผู้บริหารธุรกิจ กำลังวางแผนอยู่ คือ การจะใส่เป็ดต้องประกอบด้วย
          คันเบ็ด ต้องทำจากไม้ไผ่และต้องทำให้คันอ่อนๆ และมีความยาวพอเหมาะ เพื่อให้เวลาปลาติดเบ็ดแล้วจะได้ไม่หลุดและพอเวลาปลาดึงเบ็ดก็จะโน้มไปแรงต้านทานของปลา แต่ถ้าทำคันแข็งๆ เวลาปลากินเบ็ดและพยายามดิ้นให้หลุดคันเบ็ดที่แข็งจะไม่โน้มไปตามแรงดึงของปลา ปลาก็จะหลุด เปรียบเสมือนตัวผมเองที่ต้องทำตัวให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่อวดรู้ มีความสุภาพอ่อนโยนเพื่อให้คนที่เราคิดต่อด้วยนั้นประทับใจและอยากคุยด้วย ยิ้มแย้มแจ่มใส่ตลอดเวลา ความอ่อนน้อมถ่อมตนยังนำมาซึ่งการเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นๆ ด้วย คันเบ็ด เปรียบเสมือนเครื่องมือและอุปกรณ์ในการทำธุรกิจต้องเลือกให้เหมะสมกับธุรกิจ คันเบ็ดสั้น ยาว แล้วแต่ลักษณะของเหยื่อหรือปลาที่เราต้องการที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งต้องเลือกให้มีความเหมาะสม และอีกสิ่งหนึ่งคือ จำนวนของคันเบ็ดที่จะไปใส่นั้นต้องไม่มากไปไม่น้อยไป ปลาบางประเภทเช่น ปลาหลด จะใช้เบ็ดเชือกวางไปตามกระแสน้ำไหลเชี่ยวเท่านั้น ผมก็จะวางเบ็ดเชือกนี้ที่ ลำเซบาย ที่นาผมกับพี่ชายในช่วงน้ำหลาก และต้องวางเบ็ดชนิดนี้ตอนกลางวันปลาจึงจะติดเบ็ด
           ใส้เดือนหรือเหยื่อ ใส้เดือนที่ผมไปขุดจะมีทั้งใส้เดือนดำและใส้เดือนแดง ส่วนมากแล้วปลาชอบกินใส้เดือนดำมากกว่า เปรียบได้กับกลยุทธ์ทางการตลาดที่ต้องหาสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ จึงจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ และจะทำให้ได้ลูกค้าที่มากขึ้นเนื่องจากอาหารถูกใจและต้องเลือกให้เป็นด้วยว่าบางคนอาจจะชอบไม่เหมือนกัน เช่น บางฤดูกาลผมใช้สบู่นำมาเป็นเหยือล่อปลาดุก และเขียดจะนา ที่หาได้ทั่วไปมาเป็นเหยือล่อปลาช่อน ซึ่งปลาทั้งสองอย่างก็จะชอบไม่เหมือนกัน ความหมายก็คือเหยื่อนั่นเองที่ต้องเลือกให้เหมาะสม นอกจากนั้นต้องพิจารณาจำนวนที่ต้องขุดด้วยว่ามากหรือน้อย เพื่อให้เพียงพอกับการใช้ในการว่างเบ็ด เช่น เบ็ดมีจำนวนกี่คัน และจะทำการวางเบ็ดกี่รอบ เป็นการบริหารสินค้าคงคลังอีกอย่างหนึ่ง และไม่จำเป็นต้องเผื่อไว้วันพรุ่งนี้ เพราะเหยื่อจะไม่สดและอาจจะตายได้ นอกจากนั้นก็ยังมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องคือ กระป๋อง เพื่อเอาใส่ใส้เดือน เปรียบได้จากอุปกรณ์ต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ รถขนส่ง คลังสินค้า ในการประกอบธุรกิจ
สถานที่ หมายถึงสถานที่ที่จะไปใส่เป็ด ต้องเลือกสถานที่ที่คิดว่าจะมีปลาอยู่และมีขนาดของน้ำพอเหมาะ น้ำไม่ตื้นและลึกเกินไป น้ำไม่ขุ่นและใสเกินไป และเป็นที่นาที่หญ้าไม่รกร้างมาก เพราะอาจจะเป็นที่อยู่ของงูและสัตว์มีพิษต่างๆ และที่สำคัญเวลาปลากินเบ็ดก็จะไปเกี่ยวกับกอข้าวและอาจจะหลุดได้ หมายถึงเวลาจะไปขายสินค้าหรือตลาดสำหรับที่มีลูกค้าที่จะซื้อสินค้าของเราต้องเลือกทำเลให้ดี ถ้าทำเลไม่ดี ต่อให้สินค้าดีขนาดไหนก็ไม่มีใครเห็น และไม่มีใครซื้อสินค้าของเรา เหมือนวางเบ็ดตรงที่ไม่มีปลานั่นเอง รวมทั้งก็ต้องหมุนเวียนไปใส่สถานที่ใหม่ๆ ไม่ซ้ำกันเพราะปลาจะเบื่อและไม่กินเบ็ด หมายความว่า เราจะต้องหาตลาดใหม่ๆ เพื่อไปวางจำหน่ายสินค้า คิดแบบง่ายๆ 7 วันก็ไปขายตลาดนัด 7 ที่ไม่ซ้ำกันทุกวัน นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ของสถานที่ที่เราไปใส่เบ็ดด้วย เช่น ความสะอาดของพื้นที่ และต้องให้สอดคล้องกับสินค้าอื่นๆ ที่เขาขายด้วย
เวลา ช่วงเวลาของการใส่เบ็ดนี้สำคัญมากๆ เพราะการวางเบ็ดจะต้องไปวางตอนพลบค่ำ เพราะปลาจะเริ่มออกหากินในช่วงนั้น ถ้าไปวางเบ็ดตอนกลางวัน ปลาจะไม่กินเหยื่อ และทำให้ใส้เดือนตาย เนื่องจากน้ำค่อนข้างร้อน และเป็นการเสียเวลาเปล่า และถ้าวันไหนเกิดมีฝนตกด้วยแล้วละก็จะเป็นโอกาสทองของการหาปลาเลยก็ว่าได้ เพราะปลาจะหาออกหากินค่อนข้างชุกชุม หมายความว่าเวลาเราจะไปขายสินค้าต้องเลือกเวลาไปขายให้เหมาะสมตามความต้องการของลูกค้าที่จะซื้อ รู้ว่าเวลาไหนลูกค้าซื้อสินค้าค้ามาก เช่น ช่วงต้นเดือนที่เงินเดือนออก มีงานเทศกาลต่างๆ เสื้อใส่เล่นน้ำสงกรานต์ก็จะมีขายเฉพาะเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น กรณีฝนตกถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนกับการออกบูธแสดงสินค้า มีการลดราคาต่างๆ เพื่อจูงใจให้ลูกค้าซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้น ก็ต้องเตรียมพร้อมสินค้าให้เพียงพอ
วิธีการใส่เบ็ด ตรงนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะการใส่เบ็ดมันก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เช่น การเกี่ยวใส่เดือนกับหมากเบ็ดจะต้องให้เนียนไม่ให้ปลาเห็ดเหล็กได้ รวมทั้งใส้เดือนก็ต้องเป็นตัวที่ยังเป็นๆ ไม่ตายเหมือนกำลังดิ้นอยู่ในน้ำนั่นเอง ลักษณะการเสียบเบ็ดก็เช่นเดียวกัน บางคนก็เสียบแบบเฉียงๆ กับคันแทนา หรือไม่ก็เสียบตรงๆ ไปด้านหน้าของเรา สิ่งที่ต้องพิจารณาอีกอย่างหนึ่งคือระยะห่างของคันเบ็ดแต่ละคันที่เสียบอยู่บนคันแทนา  รวมทั้งเส้นทางการใส่เบ็ด เช่น เราจะเดินใส่เบ็ดแบบวางกลมหรือเดินไปจนสุดแล้วก็เดินกลับ หรือต้องวิเคราะห์อีกว่าระยะทางหรือบริเวณที่เราจะใส่เบ็ดนั้นมีเพียงพอกับจำนวนของคันเบ็ดที่เรามีหรือไม่ และจะเริ่มจากจุดไหนและไปสิ้นสุดที่จุดไหน  หมายความว่า วิธีการต่างๆ ที่จะทำให้สินค้าของเราดูดี น่าซื้อ น่ามอง น่าสนใจต่อสายตาลูกค้า เช่น หีบห่อ สีสรร ความสดใหม่ การจัดเส้นทางการใส่เบ็ด เปรียบได้กับการจัดการขนส่งในระบบโลจิสติกส์ว่าจะวิ่งไปทางใดเพื่อให้ต้นทุนต่ำและคุ้มค่าที่สุด ระยะทางสั้นที่สุด อาจจะวิ่งแบบวงกลมเพื่อไม่ต้องย้อนกลับหรือวิ่งไปแล้วก็วิ่งกลับ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเส้นทางนั้นๆ เป็นส่วนประกอบด้วย อีกเรื่องหนึ่งคือปริมาณคันเบ็ดกับสถานที่ที่จะไปใส่ให้มีความพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป หมายถึงการพยากรณ์ยอดขายและการบริหารสินค้าคงคลังเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ผมชอบปลูกผักสวนครัวเอาไว้กินเอง จะได้ไม่ต้องซื้อเขาให้เสียเงิน เช่น พริก มะละกอ ต้นหอม ผักชี ผักกาด ผมได้ข้อคิดสำหรับเรื่องนี้คือ การจะทำงานอะไรก็ตาม ต้องทำการดูแลเอาใจใส่ หมั่นรดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ถอนหญ้า เพื่อให้ผักที่เราปลูกเจริญงอกงาม และถ้าไม่ดูแลเอาใจใส่ก็อย่าหวังว่าจะได้กินผักเหล่านั้นเลย เหมือนกับการทำงานต่างๆ ต้องมีความขยันหมั่นเพียร ตั้งใจทำงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผลงานและความรับผิดชอบของเรานั้นออกมาดีที่สุด ยิ่งกว่านั้นผมว่าการปลูกผักเป็นการฝึกการทำธุรกิจเล็กๆอย่างหนึ่งคือเวลาเรารดน้ำผักเราก็จะเห็นความเจริญงอกงามของผักและผลไม้ที่เราปลูกจากนั้นก็จะมองดูผลผลิตที่ออกว่าจะมากหรือน้อย เพียงพอกับความต้องการบริโภคหรือไม่ ผมทำคนเดียวผมก็ปลูกไว้ไม่กี่แปลง แต่ถ้ามีน้องๆ มาช่วยอาจจจะขยายเป็น 5-6 แปลง เพื่อให้เขาดูแลและช่วยกันรดน้ำ ถ้าเปรียบคือการก่อตั้งธุรกิจอย่างหนึ่งขึ้นมานั้นเริ่มจากตัวผมเองก่อน และถ้าธุรกิจมีการขยายตัวก็จะให้ทางเพื่อนๆ หรือหุ้นส่วนเข้ามาช่วยดูแล และแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อแบ่งเบาภาระต่างๆ และถ้าเติบโตถึงขนาดเป็นบริษัท ก็จะต้องมีแผนกต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ในอนาคตเราอาจจะไม่ปลูกเฉพาะผักสวนครัวเท่านั้น อาจจะเลี้ยงปลา เพาะเห็ด หรือแม้แต่ผักหรือผลไม้ที่มีความต้องการของตลาด เป็นการแตกไลน์ธุรกิจและสินค้าให้มีความหลากหลายเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจของเรา
ขอเพิ่มเติมอีกสัก 2 เรื่องที่สมัยเด็กๆ ผมจะชอบมากคือการเล่นว่าวและการกัดจิ้งหรีด เท่าที่ผมจำได้ตอนอายุประมาณ 6-7 ขวบผมมัวแต่เล่นว่าวจนถอยหลังตกลงไปที่บ่อน้ำในวัด แต่โชคดีที่ผมว่ายน้ำเป็นและชาวบ้านก็มาช่วยได้ทัน และตอนนั้นเวลาผมเดินไปตามทุ่งนาก็จะชอบมองดูว่าวที่บินอยู่ตามท้องฟ้า ผมมองเห็นความมีอิสระและความสนุกสนานของการได้โต้ลมแรงๆ ดังคำโบราณท่านว่า ว่าวจะลอยสูงได้ต้องมีลมมาปะทะ ดังนั้นผู้ที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ ต้องรับได้ในทุกสถานการณ์ และเมื่อเจอปัญหาต้องนิ่งสงบใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาอย่างสุดความสามารถ การเล่นว่าวต้องมีศิลปะในการเล่น ยามผ่อนเชือกและยามดึงเชือกล้วนต้องมีจังหวะและลีลาที่เหมะสมตามสภาวะลมและกาลเวลา ไม่ต่างกับการดำเนินชีวิตต้องใช้ศิลปะสำหรับการครองชีวิตยามใดที่เผชิญลมที่แรงเหมือนว่าวต้องลมต้องผ่อนสายเชือกให้ว่าวได้โลดแล่นสู่ลมบนอย่างสง่างาม ผมคิดว่ามันช่างเหมือนชีวิตของผมเสียเหลือเกิน เท่าที่จำได้คือผมเริ่มต่อสู้ตั้งแต่ตัวเองไปเรียนการศึกษานอกโรงเรียนตอนอายุ 15 ปี จากนั้นชีวิตก็ต่อสู้เรื่อยมา เผชิญสภาวะวิกฤติปัญหาต่างๆ นับไม่ถ้วน ทำให้คิดว่าเราเกิดมาเพื่อต่อสู้ เพื่อจะพิสูจน์ตัวเองและค้นหาความสำเร็จของตัวเอง สิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือประเภทแรงจูงใจคือ การรองรับอารมย์และปัญหาต่าง ๆของคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ลูกค้านั้น ต้องผ่อนอารมณ์ให้ไม่ตึงเกินไปยอมที่จะไม่โต้ตอบกันคนใด จนกว่าคนที่มีอารมณ์แรงได้สงบลง ถ้าไปเถียงกับเขาหรือต่อต้านก็มีแต่เสียเท่านั้น ต้องควบคุมอารมย์ตัวเอง สุขุม เยือกเย็น แต่ถ้าไปต่อต้านเชือกว่าวก็จะขาดปลิวไปตามสายลม ผมสังเกตุเห็นว่าวเวลาเจอลมแรงๆ จะบินโฉบไปโฉบมา เหมือนจะหลบลมที่มาปะทะแรงๆ ไม่เข้าประทะโดยตรง เพื่อให้ตัวเองอยู่ได้โดยมีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์นั้น ซึ่งตรงนี้ผมต้องนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตการทำงานในปัจจุบันให้ได้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะจะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
                ส่วนการกัดจิ้งหรีดนั้นก็เป็นกิจกรรมที่ผมชอบมากอีกอย่างหนึ่ง โดยถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ก็จะหาจิ้งหรีดมากัดกัน ผมตอบไม่ได้ว่าทำไมถึงชอบ อาจจะเป็นเรื่องของการต่อสู้ การแข่งขันมากกว่า ผมอยากรู้ว่าในการแข่งขันและต่อสู้ใครจะเป็นผู้ชนะ และตัวไหนที่เป็นแชมป์ผมก็จะหาตัวอื่นๆ มากัดเพื่ออยากรู้ว่าเขาจะรักษาแชมป์ได้ไหม แต่ผมก็ไม่เคยฆ่าจิ้งหรีดตัวที่ผมนำมากัดกันนะ พอเล่นเสร็จแล้วก็จะปล่อยไปตามทุ่งนา สิ่งที่ได้คือ จิ้งหรีดก็มีหลากหลายรูปแบบบางตัวก็สู้ บางตัวไม่สู้ บางครั้งตัวเล็กก็สามารถเอาชนะตัวใหญ่ได้ เปรียบเทียบได้จากคน บางคนไม่ยอมต่อสู้หรือทำอะไรเลย นอนงอมืองอเท้า ไม่ทำงาน ขี้เกียจเพราะคำว่ากลัวความล้มเหลว แต่บางคนก็ต่อสู้ทั้งๆ ที่ไม่มีโอกาสชนะเลย เพราะถ้าไม่สู้ก็ไม่มีโอกาสชนะ เหมือนชีวิตผมที่ได้รับการดูถูกดูแคลนจากปากชาวบ้าน เพื่อนๆ ว่าจะไปทำอะไรกินได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือผมต่อสู้ ดิ้นรนเพื่อเอาชนะ โดยจากการพิจารณาการกัดกันของมัน ตัวเล็กที่ชนะได้เพราะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ต่อให้โดนกัดอีกกี่ครั้งก็สู้ใหม่ หรือไม่ก็ไปชนะครั้งที่ 5-6 หรือไม่ก็แพ้ไปเลย ผมชอบดูตัวที่ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะมากกว่าทำให้ได้ข้อคิดหลายๆ อย่างจากกลยุทธ์ต่างๆ ที่นำมาใช้ในการเอาชนะคู่ต่อสู้ อีกตัวอย่างหนึ่งคือตัวที่แพ้มาหลายต่อหลายครั้งแต่กลับชนะได้ด้วยการต่อสู้ไม่ยอมแพ้เพื่อพิสูจน์ว่ามันก็สามารถจะเป็นผู้ชนะได้ในสักวันหนึ่ง เหมือนกับชีวิตผม ตัวผม ---> ความล้มเหลว ---> ความสำเร็จ ดังนั้นการจะไปถึงความสำเร็จได้ ผมต้องผ่านความล้มเหลวเสียก่อน เพราะมันคือทางผ่านไปหาความสำเร็จนั่นเอง
ข้อคิดสำหรับเรื่องนี้อีกอย่างหนึ่ง คือ เวลาจะนำจิ้งหรีดมากัดกันนั้นต้องทำการเปรียบเทียบขนาดตัวด้วยว่าเหมาะสมกันหรือไม่ หมายความว่า การคบคน ต้องเลือกคบคนที่มีคุณธรรมสูงกว่าหรือเท่า ๆ กับเรา ทำให้ผมนึกถึง ปรัชญาชีวิตศาสตร์แห่งความสำเร็จ ของ ดร.นโปเลียน ที่กล่าวในบทที่ 1 ว่า คนเราจะประความสำเร็จในชีวิตต้องประกอบด้วย 16 ประการ อย่างแรกคือ ต้องค้นหา อภิจิต ให้เจอเสียก่อน ซึ่งอภิจิตนี้หมายถึง คนตั้งแต่สองคนขึ้นไป ที่มีเป้าหมายอันเดียวกัน มาร่วมมือกันทำงาน ด้วยความสมัครสมานสามัคคีกลมเกลียว จะทำให้เกิดพลังขึ้นมาพลังหนึ่ง พลังนี้จะดึงดูดความสำเร็จรอบๆ ตัวเราเข้ามาหาตัวเราและในการสร้างอภิจิตขึ้นมานั้นต้องเริ่มต้นกับคนที่มีความคิดแนวเดียวกันมาร่วมกัน สำหรับคนที่มีความคิดแตกต่างต้องทำให้มีความคิดเหมือนกันก่อนจึงนำเข้ามาร่วมได้ สิ่งที่ผมกำลังค้นหาคือ คนๆ นั้นที่จะเข้ามาเป็นอภิจิตของผม เหมือนดังคำว่า เหล็กที่ปล่อยไว้จะขึ้นสนิม น้ำที่ไม่มีการไหลเวียนจะเน่า ความเย็นที่ไม่มีการหมุนเวียนจะกลายเป็นน้ำแข็ง ฉันใดฉันนั้นสมองของมนุษย์หากปราศจากการครุ่นคิดใด ๆ ก็จะทื่อและเขลาได้ในที่สุด  แต่ไม่ได้หมายความว่า คนที่คิดไม่เหมือนกับเราจะต้องเป็นศัตรูกับเราเสมอไป เพราะในการทำงานความคิดที่แตกต่างในเชิงสร้างสรรค์ ย่อมเป็นสิ่งดีที่จะช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ๆได้ ดังนั้นคนที่จะเราจะเลือกมาอยู่ในทีมควรมีคนที่คิดแตกต่างแต่ไม่แปลกแยกรวมอยู่ด้วย ผมคิดว่าผมจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะค้นหาคนๆ นั้นเจอ ผมอยากพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด พูดในสิ่งที่เป็นเป้าหมายเดียวกัน และร่วมมือการทำงานที่ได้รับทั้งความร่ำรวยทางทรัพย์สินและความสุขในการทำงานไปพร้อมๆ กัน มากกว่านั้นเป้าหมายที่จะทำร่วมกันนั้นคืออะไร?
            มีสิ่งหนึ่งที่เข้ามาในชีวิตผมซึ่งผมคิดว่าโครงการนี้คงไม่ได้ทำหรือตายไปกับกระดาษแล้วละ คือการที่ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการพาเลทเช่ากับ เจ้าของ หจก.สิงห์ทองไม้ไทย และมีโครงการอยากขยายการทำไม้พาเลทให้เช่าให้มากกว่านี้ แต่การการลงทุนทำพาเลทให้เช่านั้นจะต้องเงินมหาศาล และมีระยะเวลาในการคืนทุนขั้นต่ำก็ 5 ปี และปัจจุบันก็มี 2 บริษัทใหญ่เป็นเจ้าของตลาด คือ ลอสคัม มีประมาณ 5 ล้านตัว และ เชฟ 1 ล้านตัว และการจะเข้ามาสู่ตลาดนี้นั้นต้องใช้เวลาอย่างมาก เพราะลูกค้าหลักๆ ก็ใช้ลอสคัมอยู่ แต่สิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตุ คือ ตอนที่ผมเรียนโท ผมได้ทำรายงานและงานวิจัยเกี่ยวกับระบบพาเลทให้เช่ารวม 3 เล่ม และยังมีโครงการจะทำแผนธุรกิจพาเลทให้เช่าในเล่มที่ 4 ด้วยถ้ามีโอกาสได้เรียนต่อปริญญาเอก ผมได้นำเสนอแนวคิดการบริหารจัดการพาเลทให้เช่ากับผู้บริหารลอสคัมแต่พวกเขาไม่สนใจ ผมเลยคิดว่าสิ่งที่ผมคิดนี้จะเป็นจริงได้หรือเปล่า? จะทำได้ไหม? แล้วใครจะทำ? ครั้งหนึ่งผมเคยถูกทาบทามจาก บ.เชฟ ให้ไปทำงานด้วยแต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้ไป จนแล้วจนรอดโครงการนี้ก็มีคนมาจุดประกายให้ผมคิดระบบพาเลทเช่านี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เหมือนเป็นการขุดขึ้นมาจากหลุมศพเลยก็ว่าได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วผมเติบโตกับระบบพาเลทให้เช่าตลอดกว่า 12 ปีมานี้ จะบอกว่าผมสร้างระบบลอสคัมขึ้นมาก็ว่าได้ จนได้มาทำระบบพาเลทพลาสติกให้เช่าของ บุญรอด โดยระบบของบุญรอดนั้นผมได้ใช้ความรู้และไอเดียของผมไปประมาณ 50% เท่านั้น ผมยังไอเดียเกี่ยวกับระบบพาเลทให้เช่าอีกหลายมุมมองที่อยากทำและคิดอยู่ตลอดเวลาว่าเราอยากสร้างระบบนี้ขึ้นมา  ผมถามตัวเองอยู่หลายครั้งว่าเราจะต้องมาสร้างระบบพาเลทให้เช่าอีกบริษัทหนึ่งหรือเปล่า ให้มี 3 บริษัทในประเทศไทย  และถ้าวิเคราะห์แบบตรงๆ สิ่งที่ผมถนัดและมีความชำนาญที่สุดคือ ระบบพาเลทให้เช่าผมถามตัวเองว่ากำลังค้นหา อภิจิต อยากเจอคนที่คิดเหมือนเรา มีเป้าหมายเดียวกันกับเรา และนี่คืออภิจิตที่ผมกำลังตามหาอยู่เหรือเปล่า? หรือว่าผมกำลังจะหนีตัวเอง? มีคำพูดดีๆ ประโยคหนึ่ง เขาว่า ถ้าท่านเจอปัญหาหรือความท้ายทายที่มีขนาดใหญ่ท่านจะตอบว่า มันใหญ่เกินไปสู้ไม่ไหวหรอก หรือจะตอบว่า ถ้าใหญ่ขนาดนี้ย่อมไม่พลาดแน่ ผมคิดว่าถ้าผมยังเดินอยู่บนเส้นทางของคนอื่นผมก็คงจะเป็นผู้ตามเขาตลอดไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ผมตัดสินใจเดินบนเส้นทางของตัวเองผมจะเป็นผู้นำ สิ่งนี้คือสิ่งที่ผมรอคอยใช่ไหม และผมควรจะตัดสินใจเมื่อไหร่? การขอพรจากพระเจ้าให้นำทางอาจจะเป็นวิธีที่สุดในเวลานี้ และนี่อาจจะเป็นหนทางกลับบ้านของผมก็ได้ การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสินอนาคตของผมไปตลอดชีวิตและอาจจะเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดอีกครั้งหนึ่ง ชีวิตเด็กบ้านนอกคนนี้ยังมีเรื่องให้ต้องทำอยู่อีกเหรอ การเดินทางครั้งนี้ยังไม่ถึงจุดหมาย เรื่องราวของผมจะจบลงด้วยการเดินทางกลับไปอยู่บ้านตัวเองตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนแรกที่ตั้งใจมา ซึ่งตอนนี้บ้านผมก็สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และพอแล้วกับการต่อสู้และค้นหา แค่นี้ก็เป็นความสำเร็จในชีวิตของผมแล้ว การมาถึง ณ จุดนี้ได้ก็เป็นความสำเร็จอย่างสูงสุดของชีวิตของลูกชาวนาแล้วละ แค่นี้คุณพ่อคุณแม่ก็ภูมิใจแล้ว ลูกเหนื่อยมากแล้วกลับไปอยู่บ้านเราเถอะลูก ประโยคนี้หรือเปล่าที่ท่านอยากบอกผม หรือท่านบอกผมว่า ความสำเร็จกำลังลูกอยู่ ลูกจะต้องทำต่อไป อย่าทิ้งโอกาสนั้น เพราะมันจะมาแค่ครั้งเดียวและอาจจะไม่มาอีกเลย ลูกจะมีเรื่องราวให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานอ่านได้มากกว่านี้ บันทึกเรื่องราวชีวิตของลูกชายคนนี้ของพ่อและแม่ยังมีเรื่องให้เขียนต่อ ลูกพึ่งเดินมาได้ครึ่งทางเท่านั้นเอง ยังมีระยะทางอีกครึ่งหนึ่งที่ต้องเดินและความท้าท้ายกำลังรอลูกอยู่ การตัดสินใจกลับบ้านของลูกตอนนี้ไม่ใช่ความสำเร็จ พ่อกับแม่กำลังรอคอยความสำเร็จของลูกอยู่ที่บ้าน นี่เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้นยังไม่ใช่ความสำเร็จ ลูกจะต้องมีความเชื่อมั่นว่าลูกสามารถทำได้ และใช้ความรู้และสติปัญญาของตัวเองเป็นสิ่งนำทาง พ่อกับแม่จะอยู่ข้างๆ ลูกตลอดเวลา

วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ประวัติส่วนตัว ภาค 11

                ขอเล่าต่อจากตอนที่แล้วเลยนะครับ เพราะดูเหมือนหลายๆอย่างในชีวิตของผมเริ่มจะอยู่ในเส้นทางที่ตัวเองตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่ตอนแรกก่อนที่จะตัดสินใจมาทำงานที่กรุงเทพ เมื่อ  17 สิงหาคม 2544 โดยในตอนนั้นผมเองก็หวังว่าต้องมีสักวันที่เราได้หันหัวรถกลับไปยังบ้านเกิดของตัวเองสักทีและไม่คิดจะกลับมาทำงานที่กรุงเทพซึ่งตอนนี้นั้นรถติดสุดๆ ปริมาณรถยนต์เยอะมากๆ และมากกว่าแต่ก่อนเมื่อ 10 ปีที่แล้วหลายเท่าตัว ซึ่งตอนนี้บ้านที่ผมได้สร้างขึ้นใหม่และต่อเติมก็เกือบจะเสร็จแล้วเป็นบ้านหลังใหญ่มากอยู่ 10 คนก็ไม่หมด และหลังจากลาออกจากลอสคัม วันที่ 31 กรกฏาคม ผมก็ได้กลับไปพักผ่อนที่บ้านสักระยะหนึ่ง ก่อนที่จะไปเริ่มงานที่ใหม่ ตลอดเวลาของการขับรถกลับบ้านกับน้องสาวในใจครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่าถ้าเราจะตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านเราจะทำงานหรืออาชีพอะไร และเป็นคำถามต่อมาของตัวเองที่ต้องหาคำตอบหลังจากกลับมากรุงเทพอีกครั้ง โดยตลอดเวลาของการพักผ่อนที่บ้านมันชั่งเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขและแสนจะสั้นซะเหลือเกิน ที่ผ่านมานั้นผมครุ่นคิดตลอดเวลาเลยว่าอยากกลับมาอยู่บ้านตัวเองและคิดถึงภาพบรรยากาศเก่าๆ ของครอบครัวตัวเองที่อยู่ด้วยกัน กินอะไรก็กินด้วยกัน ทำงานช่วยกัน ฯลฯ เท่าที่ตัวเองจำความได้มันก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำ ไม่ว่าเราจะเดินไปตามทุ่งนาก็จำภาพเก่าๆ ที่เคยทำนา เล่นว่าว เลี้ยงควาย ใส่เบ็ดหาปลา ปีนต้นไม้ เล่นน้ำกับเพื่อนๆ ทอดแหหาปลา ช่วยกันกับพี่ชายขุดบ่อดินลึกประมาณ 4-5 เมตรได้ เพื่อนำน้ำมาดื่มหรือใช้ โดยจะใช้ไม้ไผ่และถังน้ำลากดินขึ้นมาจากก้อนบ่อ เมตรแล้วเมตรเล่าจนกว่าจะพบตาน้ำ มันเป็นภาพของความสามัคคีของครอบครัวจริงๆ ซึ่งครั้งหนึ่งในชีวิตของผมเคยผ่านมาและร่วมกันทำกิจกรรมเหล่านั้น การดำนากลางสายฝนร่วมกัน ถอนต้นกล้า เกี่ยวข้าว หาบข้าว ฟาดข้าว ขนข้าวขึ้นเล้า ฯลฯ ถึงแม้ว่ามีบางอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปมากก็ตามแต่ก็ไม่สามารถลบออกจากความทรงจำของผมได้เลย แม้เราจะไปทำงานอยู่กรุงเทพ 12 ปีแล้วก็ตาม และหลังจากตัวเองลาออกจาก ลอสคัม และได้กลับไปอยู่บ้าน โดยที่ไม่ต้องไปคิด ไปกังวลกับงานที่ตัวเองต้องรับผิดชอบตลอดระยะเวลา 10 ปี โทรศัพท์ก็คืนบริษัทเขาไป ไม่มีใครโทรหาเราเพื่อเล่าปัญหาและให้เราช่วยแก้ปัญหาให้ มันเป็นความรู้สึกอีกแบบของชีวิตตัวเองจริงๆ แรกๆ ผมก็งงๆ อยู่เหมือนกันเพราะวันๆ หนึ่งตัวเองไม่ต้องทำอะไรมากมายนัก นอกจากตื่นเช้ามาก็ไปทำบุญที่วัดป่าหนองไผ่ พูดคุยกับพระอาจารย์ถาวร และทานข้าวเช้าที่นั่นเลย หลังจากนั้นก็กลับมานอนพักผ่อนที่บ้าน ทานส้มตำตอนเที่ยง และตอนเย็นก็กินข้าวและเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ ตลอดเวลา 7 วันนั้นผมรู้สึกว่าสมองตัวเองว่างมากๆ ไม่ต้องไปคิดไปกังวลกับงาน มีเวลาพักผ่อน และมีเวลาอยู่กับตัวเองจริงๆ ปล่อยวางมากขึ้น ผมคิดย้อนกลับไปสมัยผมยังเด็กๆ และยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถมีงาน มีเงิน มีรถยนต์ขับ อย่างคนอื่นๆ เขา หรือไม่ถ้าเราไม่สู้มาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มๆ ป่านนี้ก็คงเป็นชาวนาธรรมดาๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่ได้ทำงานในบริษัทข้ามชาติ ไม่มีโอกาสได้รู้จักคนมากมาย รู้จักธุรกิจและมีประสบการณ์ต่างๆ มากมายขนาดนี้ แต่เมื่อเรามายืนอยู่จุดนี้ได้ก็เป็นอะไรที่คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าเราจะมาไกลได้ขนาดนี้ จากคนตัวเปล่า เด็กบ้านนอกที่ไม่มีใครรู้จัก เราได้ผ่านช่วงเวลาของความยากลำบากของการทำนาตั้งแต่ยังเด็ก ความบากบั่นไปเรียนต่อปริญญาตรี และมาทำงานที่กรุงเทพกับกระเป๋าเสื้อผ้าเพียงใบเดียว ตกงานแทบเอาชีวิตไม่รอด ทนทำงานทุกอย่างที่เข้ามาและคิดเสมอว่างานทุกอย่างที่เราทำจะเป็นประสบการณ์และความรู้ติดตัวเราไปตลอดชีวิต มีเงินซื้อรถยนต์ขับและมีโอกาสเรียนจบปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจ การจัดการโลจิสติกส์ และค้นพบหนทางของตัวเอง คิดต่อไปว่าเราเดินทางมาทำงานกรุงเทพตลอดกว่า 12 ปี นั้น ทำให้เราไม่สามารถกลับบ้านมือเปล่าได้ มีความฝันของเราเป็นเป้าหมายรวมทั้งความฝันของพี่ๆ ของเราที่ลำบากมากด้วยกัน พี่ส้ม พี่สาย พี่ญา ที่เราสัญญากับพวกเขาว่าถ้าสักวันหนึ่งเราสามารถทำงานและมีเงินมีทองเราจะช่วยเหลือพวกเขาเท่าที่เราจะทำได้ และวันนี้เราก็กำลังทำสิ่งนั้นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนขุดสระเลี้ยงปลาขนาดใหญ่บนพื้นที่ดินที่สมัยก่อนเราเคยอยากได้แต่เจ้าของเขาไม่ยอมขายให้ ที่สำคัญเราไม่มีเงินซื้อด้วย แต่วันนี้เรากลับเป็นคนที่คนในหมู่บ้านอยากเข้ามาคุยด้วย อยากเข้ามารู้จัก พวกเขาคงอยากรู้ว่าผมทำและคิดอย่างไรถึงได้มาไกลขนาดนี้ ถ้าถามผมแล้วผมยังไม่ได้เป็นอะไรตามความฝันของตัวเองสักเท่าไหร่เพราะความฝันมันยิ่งใหญ่มาก ยิ่งได้อ่านหนังสือ คิดแล้วรวย มันทำให้หัวใจของผมพองโตและมีความหวังอยู่ตลอดเวลาว่าสักวันหนึ่งชีวิตผมต้องไปพบกับอะไรที่ยิ่งใหญ่และผมก็กำลังมองหาวันอยู่ตลอดเวลา  ผมเองก็ยังต้องมีเรื่องให้ทำคือต้องกลับมาทำงานที่กาญจนบุรี วันที่ 8 สิงหาคม เพื่อไปเป็นที่ปรึกษากลุ่มสินค้า OTOP 3 วัน จึงต้องกลับกรุงเทพมาลุยงานต่อ
                หลังจากผมปิดงานที่กาญจนบุรีเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นวันแรกที่ผมไปเริ่มชีวิตใหม่ จริงๆ ผมไม่อยากใช้คำว่าเริ่มชีวิตใหม่หรอกเพราะชีวิตผมเริ่มมาตั้งนานแล้ว ขอใช้คำว่าก้าวข้ามบันไดแห่งความสำเร็จอีกขึ้นดีกว่า อีกคำหนึ่งที่คิดคือที่พักริมทางป้ายต่อไป โดยผมไปทำงานที่ บุญรอด (ลีโอ ลิ้งค) มันก็เป็นความรู้สึกของการแปลกสถานที่ หัวหน้างานใหม่ เจ้านายใหม่ รวมทั้งผู้ร่วมงานใหม่ และระบบงานใหม่ๆ เพราะผมต้องมาเรียนรู้งานใหม่ทั้งหมด แต่ผมก็ไม่คิดมากเพราะสุดท้ายระบบงานก็คงเหมือนๆ กัน แค่เข้ามาทำความรู้จักเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและความคิดที่แตกต่างมากขึ้นก็เท่านั้น แต่ก็แปลกใจอยู่ไม่น้อยว่าที่นี่เขาจะไม่ค่อยสอนงานและถ่ายทอดงานให้กันเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะว่าแผนกผมเป็นแผนกที่ตั้งขึ้นใหม่ และยังไม่มีใครเคยทำงานทางด้านการบริหารไม้พาเลทโดยตรงมาก่อน โดยงานหลักๆของผม คือ แก้ปัญาหาระบบการโอนเอกสารไม้พาเลทระหว่างคู่ค้า ถ้าจะว่าไปแล้วก็งานที่เคยทำที่ลอสคัม แต่มาเป็นฝั่งลูกค้าดูบ้างว่าเขาทำอะไรกันบ้าง ที่ทำให้ผมประหลาดใจมากคือ ผมไม่มีโต๊ะทำงาน ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอีเมล และไม่มีโทรศัพท์ นอกจากนั่งโต๊ะทานเบียร์สีเหลือง และเก้าอีเหล็กเท่านั้น และต้องอาศัยอยู่ในคอกเดียวกันกับหัวหน้าซะด้วย ผมไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่ เพราะผมมองว่าผมสามารถทำงานได้ก็พอแล้ว คือการใช้แฟกซ์ ใช้โทรศัพท์หัวหน้า และอีเมลน้องๆ เพื่อนร่วมงาน ตอนนั้นหลายๆ คนเขาก็งงและถามผมว่าผมมาทำงานที่บุญรอดได้อย่างไรและใครฝากเข้ามา ที่สำคัญกว่านั้นผมมาเริ่มเป็นผู้จัดการเลย ซึ่งทำให้ทุกคนสงสัยเนื่องจากหลายคนทำงานมาแล้วหลายปีก็ยังทำงานตำแหน่งเดิม ผมก็ตอบไปว่าผมก็มาสมัครและเขาก็เรียกสัมภาษณ์ เขารับผมเข้าทำงานและผมก็มาทำงาน ไม่มีอะไรพิเศษ ณ ตอนนั้นแผนกผมจะมีแค่คนเดียวคือผม และต้องทำงานและแก้ปัญหาด้วยตัวเองทุกอย่าง จะถามใครก็มีแต่คนเตะออกมาไม่มีใครเต็มใจถ่ายทอดงานและบอกผมว่าต้องทำอย่างไร ซึ่งบางครั้งผมก็ถามหัวหน้าผมแต่คำตอบก็เหมือนกัน ราวๆ กับว่าปัญหาเรื่องพาเลทนี้อย่ามาถามฉันนะ ผมคิดว่าที่นี่เขาไม่อยากเกี่ยวข้องกับเรื่องพาเลทเลย โดยมองว่าปัญหาเยอะที่สุดและไม่มีใครรับอาสาทำ ก็ไม่เป็นไรผมคิดว่าก็ดีแล้วละเพราะคงไม่มีใครสอนผมได้ ทุกอย่างผมต้องค้นหาและเรียนรู้ด้วยตัวเอง ปัญหาที่มากกว่านั้นผมไม่มีคอมพิวเตอร์เพราะต้องรอ (ติดปัญหาอะไรก็ไม่ทราบ) เชื่อไหมครับว่า 2 เดือนครึ่งกว่าผมจะได้คอมพิวเตอร์ของตัวเองและสามารถส่งเมลไปหาคนอื่นๆ ได้ รวมทั้งการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับพาเลทในระบบ one world นั้นก็ไม่มีใครสอนผม ผมไปถามใครต่อใครพวกเขามักจะตอบว่า ไม่รู้ ไม่ทราบ ทำให้ผมค่อนข้างอึดอัดใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมคนที่นี่เข้าเป็นแบบนี้กัน ประเด็นหนึ่งคือ ทำงานแบบระบบราชการหรือรัฐวิสาหากิจอะไรประมาณนั้น ทำงานเช้าชามเย็นชาม คนทำก็ทำ คนไม่ทำอะไรเลยก็มี ผมคิดไปว่าผมมาทำงานรับจ้างผมจะไม่คิดอะไรที่เป็นลบกับตัวเองนอกมาทำงานของตัวเองเท่านั้น เข้างาน 8.30 เลิก 16.30 ผมก็กลับบ้านไม่ต้องไปคิดอะไร มีงานอะไรก็ทำไป
                สองเดือนแรกผมคิดหนักเหมือนกันว่าจะอยู่หรือจะไปดี เพราะทำงานอะไรไม่สะดวก อุปกรณ์อะไรก็ไม่มี ระบบงานบริษัทก็ไม่มีใครมาสอนงานและบอกให้ทราบว่าที่นี่เขาทำงานกันอย่างไร ผมจะไปรู้ทุกเรื่องได้จากที่ไหนก็ไม่มีใครบอก ราวๆ กับว่าผมโดดเดี่ยวจริงๆ นอกจากปัญหาด้านพาเลทที่ทุกคนมาบอกว่าตรงนั้นตรงนี้มีปัญหา เอเย่นต์เจ้านี้มีปัญหาช่วยแก้หน่อย ผมเองก็พยายามแก้ไขให้ทุกอย่างเท่าที่ทำได้ (เท่าที่ทำได้จริงๆนะ) สุดท้ายก็มีสิ่งหนึ่งที่แว้บเข้ามาในความคิดของผม โดยตลอดเวลาที่ผมขับรถไปกลับผมจะฟังเทศนาคำสอนของหลวงพ่อชา สุภัทโท มีประโยคหนึ่งท่านพูดว่าตอนที่พระพุทธเจ้าท่านออกบิณฑบาตรและผ่านหน้าบ้านคนหนึ่งแล้วเขาก็ไม่ยอมใส่บาตรให้ท่าน จนพระสารีบุตรบอกให้พระพุทธเจ้าเดินต่อไปไม่ต้องไปง้อเขาเพื่อให้เขาได้บุญหรอก พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ถ้าเราชนะที่นี่ได้เราก็จะชนะคนทั้งโลกไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม แต่ถ้าเรายอมแพ้ซะตอนนี้เราก็จะแพ้ทุกที่ที่เราไป ด้วยประโยคนี้เองทำให้ผมค้นหาแรงจูงใจของตัวเองในการที่จะทำงานที่ ลีโอ ลิ้งค แห่งนี้ให้ประสบความสำเร็จขึ้นมาหรือว่ายอมแพ้และไปทำงานที่ใหม่ที่ดีกว่านี้ ผมครุ่นคิดอยู่หลายวันว่าถ้าผมไปทำงานที่ใหม่ก็ไม่แตกต่างกัน แล้วแรงจูงใจอย่างหนึ่งที่ผมคิดได้คือ ตอนที่ผมบอกยกเลิกสัญญากับบุญรอด เจ้านายผมได้โทรมาหาและบอกกับผมว่าอยากให้มาช่วยหน่อยเพราะไม่มีใครทำงานให้จริงๆ ด้วยคำพูดนี้ที่ผมเองยังพอจะมีแรงสู้ต่อไปได้ เพราะตลอดเวลา 2 เดือนผมได้สังเกตุการทำงานของหลายๆ คน และคนที่ผมพอจะยอมรับและเอาเป็นแบบอย่างได้คือเจ้านายผมนั่นเอง ทั้งความตั้งใจในการทำงาน ความคิดที่จะช่วยเหลือให้คำแนะนำหลายอย่างๆ มากกว่านั้นยังติดตามงานที่เคยสั่งไว้แล้วไม่เคยลืม และมาทำงานตั้งแต่เช้าทุกวัน ซึ่งตรงนี้ผมยอมรับว่าเป็นเจ้านายที่ดีมากๆ และผมจะนำไปปฏิบัติตามถ้าหากอนาคตผมได้มีโอกาสไปเป็นหัวหน้าคนอื่น ๆ และเขาเองเป็นคนรับผมเข้ามาทำงานมาดูแลด้านพาเลทโดยเฉพาะ และคงเป็นเหตุผลอย่างหลังมากกว่าที่หลายๆ คนเขาจะไม่ชอบผม อาจจะคิดไปว่าผมเป็นเด็กเจ้านาย เจ้านายคอยช่วยเหลือและเข้าข้าง ผมเองก็ไม่อยากให้ใครคิดกับผมแบบนั้น เพราะผมเข้ามาทำงานที่นี้ก็ด้วยความสามารถของตัวเองไม่ใช่เด็กเส้นของใครทั้งนั้น โดยทั้งๆ ที่ผมเองก็ไม่ได้มีความผิดอะไร คิดได้อย่างนั้นแล้วเป้าหมายของผมสำหรับการทำงานนั้นก็คงต้องทำงานที่ตัวเองรับผิดชอบให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ โดยจะออกมาเป็นอย่างไรนั้นก็ให้ผลงานเป็นตัววัดคุณภาพผมก็แล้วกัน ไม่มีอะไรที่เสียหายถ้าหากผมจะขอเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่นี่สัก 1-2 ปีค่อยออกไปทำที่อื่น เพราะจากการวิเคราะห์ของผม ผมไม่เหมาะกับองค์กรนี้สักเท่าไหร่ เพราะหลายๆ ครั้งที่ขอความร่วมมือจากคนอื่นๆ จะไม่ได้รับความช่วยเหลืออะไรเลย แม้แต่หัวหน้าของเราเขาก็ไม่ได้สนับสนุนเราเท่าไหร่นัก นอกจากเจ้านายเราเท่านั้นที่พอจะช่วยเราบ้าง ตรงนี้ก็เป็นดาบสองคมซึ่งเราเองก็รู้อยู่แก่ใจ แต่ผมก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องทำโครงการพาเลทพลาสติกให้สำเร็จก่อนจะลาออก ประมาณต้นหรือกลางปีหน้าค่อยว่ากับ ถ้าออกตอนนี้ไม่เป็นผลดีทั้งกับผมและเจ้านายที่รับเราเข้ามาทำงาน โดยผมคิดว่าจะออกไปทำธุรกิจส่วนตัวของตัวเอง ยิ่งว่านั้นเวลาผมไปบรรยายที่ไหนก็สามารถบอกกับทุกคนได้ว่าปัจจุบันตัวเองเป็นผู้จัดการที่ บุญรอด น่าจะเป็นสิ่งที่รับประกันสำหรับการทำงานในอนาคต โดยเฉพาะงานอาจารย์และงานบรรยายตามสถานที่ต่างๆ น่าจะเป็นผลดีกับตัวเอง หรือแม้กระทั่งการออกไปพบปะผู้คนในวงการธุรกิจเดียวกันด้านโลจิสติกส์ คู่ค้า ลูกค้า เพื่อนๆ ที่เรียนมาด้วยกันผมมองตรงนี้มากกว่าทำให้ยังพอทำงานไปได้ ถึงแม้ว่าทุกวันผมจะรู้สึกเบื่อเอามากๆ จนคิดไปว่าเราควรจะหางานใหม่ได้แล้ว ไม่มีควรทนอยู่ที่นั่นเลย ทำงานแบบไม่มีความสุข เพื่อนร่วมงานก็คอยอิจฉาและมองเราในแง่ร้ายและไม่อยากให้เราได้ดีและเด่นกว่าเขา ตรงนี้เป็นปัญหาสำหรับผมโดยตรงเลยละ โดยตลอดเวลากว่า 9 เดือนนั้นผมแทบจะไม่พูดกับใครมากนักนอกจากตั้งใจทำงานของตัวให้สำเร็จขึ้นว่า และรอจนกว่าวันนี้มาถึงผมก็อาจจจะได้ออกไปทำงานที่ใหม่ที่ดีกว่าหรืออาจจะแย่กว่าเดิม
เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2556 ได้เริ่มโครงการพาเลทพลาสติกที่จะใช้ทั้งกลุ่มบุญรอดโดยเริ่มจากกลุ่มโรงงานและคลังสินค้าก่อน จากนั้นก็จะให้กับตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศใช้ รวมทั้ง บริษัทบางกอกกล๊าส ด้วย และเป็นโครงการพาเลทพาลสติกให้เช่าที่เจ้านายเราผลักดันมาตลอดและเขาก็คงรู้ว่าจะมีโครงการนี้จึงได้รับเราเข้ามาทำงานเพื่อบริหารจัดการพาเลทเหล่านี้ให้กับบุญรอดและเป็นโครงการใหม่ โดยต้องใช้ระบบออนไลน์ในการบริหารจัดการทั้งระบบ ก็นับว่าเป็นโครงการที่ท้าทายความสามารถของเราอย่างมากว่าเราจะทำได้ขนาดไหน การคิดระบบการคิดค่าเช่ากับทั้งผู้รับเหมาขนส่ง เอเยนต์ทั่วประเทศ และต้องไปนำเสนอโครงการนี้กับตัวแทนจำหน่าย เพื่อให้ใช้พาเลทพลาสติก รวมทั้งการแก้ปัญหาและสร้างฐานข้อมูลลูกค้าทั้งหมดในระบบออนไลน์ นอกจากนั้นต้องติดตามปัญหาการโอนพาเลทระหว่างกันทั้งหมด การแก้ปัญหาเกี่ยวกับพาเลทที่ใครๆก็ไม่อยากยุ่งเพราะมองว่าเป็นปัญหาและต้องพูดคุยกับเอเย่นต์ทั่วประเทศ หลายคนพูดว่าเอเย่นต์พูดจาไม่รู้เรื่องเอาแต่ใจไม่ฟังเหตุผล แต่สำหรับผมแล้วงานทุกอย่างๆ ก็มีปัญหาของมันทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ว่าจะมีมุมมองในการแก้ปัญหาอย่างไร หรือพูดง่ายๆ คือจะมีปัญญาแก้ปัญหานั้นไหม เหมือนกับหลวงพ่อชาสอนว่า ปัญหาทุกอย่างมีความตอบเหมือนการทำข้อสอบที่มีคำตอบอยู่แล้วและเฉพาะผู้มีปัญญาเท่านั้นถึงจะรู้คำตอบนั้น ผมได้ไปนำเสนอโครงการพาเลทพลาสติกกับตัวแทนจำหน่ายที่แรกคือภาคตะวันออก ผลออกมาค่อนข้างดี ไฟล์นำเสนอที่ผมทำขึ้นมาเอง คิดเอง นำเสนอเอง ผมคิดว่าทุกอย่างก็คงดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง คงมีปัญหาอยู่บ้างเรื่องปกติ จากนั้นก็ไปที่ภาคอีสาน จังหวัดสุรินทร์ และภาคกลางที่กรุงเทพ ผมใช้เวลาในการนำเสนอโครงการต่อหน้าตัวแทนประมาณ 1 ชั่วโมง และต้องไปนำเสนอให้ครบ 10 ชมรม รวมทั้งต้องออกบูธโครงการนี้อีกทั่วประเทศ ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นโอกาสที่จะได้หาประสบการณ์และขายตัวเองให้คนรู้จักโดยเฉพาะตัวแทนจำหน่าย ที่มีฐานะค่อนข้างดี ได้ฝึกการพูดต่อหน้าชุมชน ฝึกความกล้า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ท่าทาง การยิ้ม น้ำเสียง รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนความรู้ คิดได้อย่างนี้แล้วผมคิดว่าหลังจากรันระบบนี้แล้วและระบบนิ่งแล้วคงประมาณต้นปีหน้า อาจจะหางานใหม่ หน้าที่ของผมอาจจะมีแค่เท่านี้ อีกอย่างหนึ่งคือจิตใจของผมไม่คิดอยากจะทำงานที่นี้เท่าไหร่ เพื่อนร่วมงานก็ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ ดูแล้วก็ไม่คิดว่าตัวเองจะก้าวหน้าอะไรหรอกเพราะไม่มีพรรคมีพวก ประจบใครไม่เป็น ที่นี่อาจจะไม่เหมาะกับเรา หลายต่อครั้งที่ผมตื่นมาแล้วมีความรู้สึกเบื่อ ไม่อยากไปทำงาน ทำไมต้องไปในเมื่อจิตใจของเราไม่ต้องการ ไม่อยากทำงานนี้เลย และก็ถามตัวเองตลอดเวลาว่าผมต้องการทำงานด้านไหนกันแน่ถึงจะมีความสุข ไม่รู้สึกเบื่ออย่างที่เป็นอยู่ งานอะไรที่ผมอยากทำ งานอะไรที่ทำแล้วรู้สึกสนุก ไม่เหนื่อย อยากค้นหา หลายคืนที่ผมคิดและหาหนังสือเกี่ยวกับการบริหาร การทำธุรกิจ กลยุทธ์ต่างๆ และคิดถึงประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า เวลาผมแหงนหน้ามองท้องฟ้าเห็นดวงดาวเกลื่อนฟ้า นั้นคือตัวแทนความฝันที่ยังห่างไกล แหงนหน้ามองทะเล เห็นพายุคลื่นลมมากมาย นั้นคือตัวแทนเส้นทางที่ผมต้องฟันฝ่า อาจจะจริงดังที่ว่าผมต้องทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้คนอื่นสารพัด เปรียบได้กับแผนกเก็บขี้คนอื่น คิดไปแล้วมันคืองานที่ถูกลิขิตมาให้ผมทำตั้งแต่มาทำงานที่กรุงเทพเลยก็ว่าได้ ตลอดเวลากว่า 12 ปี ผมทำงานแก้ปัญหาด้านพาเลทตลอด หรือเราจะหนีไม่พ้นธุรกิจพาเลทเช่า ทั้ง ลอสคัม บุญรอด ก็ทำแบบเดียวกัน แต่ผมคิดว่า บุญรอด หนักกว่า เพราะทุกคนทุกหน่วยงานจะโยนมาให้ผมรับผิดชอบทั้งหมด มันเป็นบททดสอบที่ดีนะ ผมเองคิดในทางที่ดี แต่มีความรู้สึกว่า เราน่าจะเลือกเส้นทางของเราได้ ว่าเราต้องการและไม่ต้องการอะไร อยากทำหรือไม่อยากทำอะไร ไม่ต้องอยู่ในกฏเกณฑ์ของใคร เข้าทำงาน 8.30 ต้องรูดบัตร เลิกงาน 16.30 ต้องรูดบัตรอีก รับเงินเดือนตามเพดานที่เขากำหนดให้ ทำแทบตายก็ได้รายได้เท่าเดิม อยู่ในกรอบที่เขากำหนดไว้ ทำงานไม่ต้องแสดงความคิด ความสามารถอะไรมาก ทำงานตามคำสั่งให้ดีเท่านั้นก็เพียงพอสำหรับการอยู่รอดแล้ว ไม่ต้องไปคิดมาก แต่สำหรับผมแล้วมีอะไรหลายอย่างที่คิดและอยากทำมากกว่านี้ อยากทำงานอย่างอิสระ รายได้ตามความสามารถ ถ้าจะบอกไปแล้วคือ อยากเป็นเจ้าของกิจการ อยากทำธุรกิจของตัวเอง ไม่อยากเป็นลูกค้าจ้างใครอีกต่อไปแล้ว
การกลับมาอ่านหนังสือชุด ปรัชญาชีวิตศาสตร์แห่งความสำเร็จ คิดแล้วรวย คิดแล้วสำเสร็จ คุมโชคชะตาความความสำเร็จ รวมทั้ง สามก๊ก ทำให้วิธีคิดและจิตใจของผมนิ่งและสงบเยือกเย็นมากยิ่งขึ้น ผมได้เก็บเกี่ยวแนวคิด การบริหาร ไอเดียต่างๆ จากหนังสือเหล่านั้น นอกจากนั้นตอนเช้าผมจะไปถึงที่ทำงานประมาณ 7.40 และใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในการสวดมนต์และนั่งสมาธิบนรถ ก่อนจะขึ้นไปทำงาน ทำให้จิตใจผมปล่อยวางจากงานและปัญหาหลายๆ อย่างที่เข้ามา รวมทั้งเอเย่นต์ที่มีปัญหาด้านพาเลทเช่ากับลอสคัม นอกจากนั้นการค้นหาคำตอบและเป้าหมายของตัวเองนั้นก็คงต้องทำต่อไป ผมคิดว่างานที่เข้ามาทั้งที่เป็นงานที่ปรึกษาโดยการเปิดบริษัทที่ปรึกษาเต็มตัวกับพี่ตุ๋งนั้นก็ยังไม่ใช่เป้าหมายของผม หลายต่อหลายครั้งที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด รูปแบบการทำงานกันแล้ว ผมกลับไม่ได้รับคำตอบและแรงจูงใจในการทำงานสักเท่าไหร่เลย เป็นอันว่างานทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการทำงาน โครงการที่ปรึกษาและฝึกอบรม โบว์ชัวร์ ผมต้องเป็นคนคิดและทำออกมาให้ทั้งหมด เหมือนราวกับว่ามันเป็นบริษัทของผมอย่างนั้นแหละ ทั้งๆ ที่ผมเองแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ผมก็ทำให้ทุกอย่างเลย จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามผมก็ไม่รู้นะ ผมเหมือนกับรอพบใครหรืออะไรบางอย่างสำหรับชีวิตตัวเอง ถ้าเปรียบได้ก็คือ ปราชญ์ยังไม่พบนายที่ดี หรือคนที่จะเป็นอภิจิตของเราอย่างแท้จริง ก็แปลกนะตลอด 11 ปีของการทำงานผมยังไม่พบคนที่สามารถแลกเปลี่ยนความคิดกับผมและพูดคุยกันในเรื่องที่เราสนใจเหมือนกันหรือมีเป้าหมายเดียวกันจริงๆ เลยสักคนเดียว ทำไมละ ผมยังไม่เจอเขาหรือผมต้องรอเขาอีกต่อไป ใครกันนะที่ผมกำลังค้นหาอยู่หรือเขาก็กำลังมองหาผมอยู่เหมือนกันแต่ยังไม่ได้เจอกัน หรือโชคชะตายังไม่ให้เราได้เจอกัน ยังไม่ถึงเวลานั้น และกว่าจะถึงวันนั้นผมต้องรออีกนานเท่าไหร่ และผมต้องทำอย่างไรจึงจะเจอคนผู้นั้น คนที่มีเป้าหมายเดียวกันกับเรา หรือที่เรียกว่า อภิจิต คิดถึงวันนี้แล้วผมอยากเจอใครสักคนที่สามารถพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ทุกเรื่องได้เล่าชีวิตและเป้าหมายของตัวเอง ถ้าวันนั้นมาถึงชีวิตผมคงจะมีความสุขมากกว่านี้และเติมเต็มชีวิตเด็กบ้านนอกชาว ยโสธร คนนี้ซะที

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประวัติส่วนตัว ภาค10

                ในระหว่างการขับรถไปทำงานในแต่ละวันหรือเดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัดตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ในความทรงจำของผมมักจะมองเห็นภาพสถานที่ชนบทแห่งหนึ่ง เป็นภาพบรรยากาศริ่มชายทุ่งนาที่ไม่ห่างออกจากหมู่บ้านเท่าใดนัก และจะมีเพียงถนนเล็กๆ ที่สามารถเข้าไปซื้อของใช้ต่างๆ ในหมู่บ้านได้ โดยจะต้องเดินลัดเลาะป่าละเมาะ เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ได้ และตรงป่าละเมาะแห่งนั้นก็จะมีต้นไม้ปะปนกัน เช่น ต้นจิก ต้นกุง ต้นซาด รวมทั้งไม้พุ่มต่างๆ ที่สามารถกินผลได้ เช่น หมากหลู่หลี่ ที่จะมีผลเป็นขน ยาวประมาณ 1 นิ้ว เวลาสุกก็จะมีสีเหลืองอมเขียว รสชาดไม่หวานมาก และหมากต้อแล้ง ผลจะออกเป็นพวง ลูกสุกจะมีสีแดง ขนาดประมาณไข่จิ้งจก ทางบ้านผมเขาเรียกกันอย่างนั้นนะ และผลไม้ทั้งสองอย่างก็จะมีพอให้กินตามป่าละเมาทั่วไปแถวนั้น โดยผมเองเวลาเดินไปก็จะพอจะพบและเก็บมากินบ้าง โดยสถานที่บริเวณนั้นปราศจากเสียงรบกวนจากชาวบ้านและเสียงของคนพูดจาจอแจ มองออกไปรอบข้างก็จะเห็นแต่ทุ่งนา ทุ่งหญ้า ต้นไม้น้อยใหญ่ ห่างออกไปหน่อยก็จะมองเห็นภูเขาที่พอเห็นเป็นภาพบางตา เขาเรียกว่าภูลงขุม ห่างออกไปประมาณ 7 กิโลเมตรได้ โดยภูเขาแห่งนี้ก็จะเป็นแหล่งไปหาหน่อไม้ไหล่ เห็ดต่างๆ ผักหวานซึ่งก็แล้วต่อฤดูกาลของมัน โดยจำได้ว่าสมัยนั้นผมต้องอาศัยรถอีแต๊ก หรือรถบรรทุกชาวบ้านเขาไปเพื่อไปหาหน่อไม้ และจะไปหาตามไร่ของญาติๆแถวๆ นั้น (เอาไว้จะเล่ารายละเอียดให้ฟังภาคต่อไป) ผมขอกลับมาที่ชายทุ่งแห่งนั้นก่อน โดยรอบๆ ก็จะมีก็แค่เสียงไก่ขัน เสียงลมปะทะรวงข้าว กอหญ้า ใบไผ่ ใบไม้ต่างๆ แต่ความเงียบสงบเหล่านั้นไม่ได้เงียบซะทั้งหมดยังมีผู้ชายอายุประมาณ 50 ปีได้ ร่างกายของเขากำยำ ไม่สูงมาก ผมสั้น ผิวค่อนข้างคล้ำเนื่องจากการทำงานกลางแสงแดด และไม่ได้ใส่เสื้อผ้าอะไรปกป้องร่างกายมากนัก เนื่องจากอากาศที่ค่อนข้างร้อน รวมทั้งการไม่ใส่เสื้อก็จะทำให้ไม่เหนียวเนอะหนะและสบายตัวมากกว่า เขากำลังนั่งหง่วนอยู่กับจักตอกไม้ไผ่ เหมือนกำลังจะทำอะไรสักอย่างขึ้นมาด้วยไม้ไผ่ที่มีอยู่มากมายตามข้างๆ ชายป่าและทุ่งนาของเขาเอง เขาใช้มีดหรือพ้า (พ้า ในภาษาอีสานเรียกว่ามีด) ตัดออกเป็นท่อนๆ ความยาวก็แล้วแต่ชิ้นส่วนนั้นๆ จากนั้นก็จะทำการผ่าออกเป็นซี่ๆ เรียกว่าจักตอกและขูดหรือที่เรียกว่าเหลาออกเป็นริ้วๆ เพื่อให้เรียบตามขนาดตามที่ต้องการตามแต่สิ่งที่เราจะสานออกมา เช่น ฆ้อง ตระกร้า กระบุง เป็นต้น ผมเห็นเขานั่งบนตั่งไม้เก่าๆ อันหนึ่งใต้ร่มต้นตะค้อ โดยรอบข้างเขาก็จะมีต้นมะขามเปรี้ยว กอไผ่ ทั้งกอขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก และบริเวณนั้นก็จะร่มเย็นทั้งวัน และข้างๆ ตัวเขาจะมีกองไม่ไผ่สองสามท่อนวางอยู่ นอกนั้นก็จะมีแคร่ไม้ไผ่เก่าๆ พอได้นั่งพักผ่อนหรือเอนการในยามเหนื่อยล้า แต่หลายต่อหลายครั้งผมก็ไม่เคยเห็นพักเลยเอาแต่ทำงานของตัวเองที่เขาสามารถทำได้ตามประสาคนชาวนาบ้านนอกคนหนึ่งที่ต้องทำมาหากินเลี้ยงดูลูกที่ยังเป็นเด็กๆ ประมาณ 5-6 คน บางครั้งเขาก็จะมวนบุหรี่มาสูบ เป็นการมวนบุหรี่ด้วยใบตองกล้วยหรือจะดีหน่อยก็จะเป็นกระดาษโรเนียวที่สามารถจะหาซื้อได้ในร้านค้าแถวๆ บ้าน ผมไม่ทราบว่าสิ่งที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้นคืออะไรกันแน่ เพราะสายตาและสมาธิเขาอยู่กับการจักตอกไม้ไผ่อันนั้น บริเวณรอบๆ ก็จะมีลานสำหรับวางข้าวเวลาเก็บข้าวจากท้องทุ่งมารวมไว้ และร่มเงาทั้งหมดนั้นก็จะมาจากต้นมะตูม ต้นตะค้อ หรือต้นลูกค้อ ที่มีรสเปรี้ยวมากและไม่นิยมนำมารับประทานกัน ส่วนมากเขาก็จะจิ้มกับเกลือ หรือไม่ก็นำผลไปใส่ส้มตำ เป็นต้น ต้นตะค้อเป็นต้นไม้ที่ไม่สามารถนำมาทำอะไรได้นอกจากเอาไว้เป็นร่มเงาบังแดดบังฝนเท่านั้น หรือจะดีหน่อยก็เอาไว้แหวนเสื้อผ้า สิ่งของเครื่องใช้ให้สูงจากดินเพื่อไม่ให้หมากิน และนอกจากนั้นเขาก็จะเลี้ยงหมาไว้ประมาณ 2-3 ตัวอย่างน้อย เอาไว้เฝ้าบ้านในตอนกลางคืนในเวลาที่มีคนมามันก็จะเห่า
                ถัดมาอีกด้านหนึ่งผมสังเกตุเห็นผู้หญิงวัยกลางคนหนึ่ง อายุประมาณ 46 ปี ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ผมสั้นๆ และดัดให้หยิกๆ หน่อย กำลังตักน้ำในบ่อดินด้วยถังน้ำสองใบ รวมทั้งไม้คานหาบสำหรับหาบน้ำมาไว้ที่ตุ่มบนเถียงนาใกล้ๆ กัน โดยแถบๆ บริเวณนั้นจะเป็นสวนผักเล็กๆ เหมือนกับเขากำลังตักน้ำมารดผักที่เขาปลูกไว้เป็นหย่อมๆ เอาพอได้กิน โดยไม่ต้องไปซื้อเขา และผักที่เขาปลูกส่วนมากก็จะเป็น พริก ต้นหอม ข่า ตระไคร้ สาระแหน มะละกอ โดยจะมีเด็กผู้ชายที่โตหน่อย 2 คนกำลังช่วยกันรดน้ำผัก และก็ยังมีเด็กตัวเล็กๆ อีก 3 คนวิ่งเล่นไล่จับกับอย่างสนุกสนาน พวกเข้าไม่ได้คิดหรือวิตกกังวลกับโลกภายนอกหรือไม่ต้องไปคิดว่าชาวบ้านหรือใครต่อใครจะมารบกวนในการเล่นไล่จับ มันเป็นภาพของครอบครัวชาวนาธรรมดาๆ ในบริเวณนั้นที่สามารถดูได้เกือบทุกที่ในภาคอีสาน ถัดมาอีกด้านหนึ่งก็จะมีทุ่งนาและที่ดอนขนาดไม่ใหญ่มากประมาณ 4 ไร่กว่า และจะมีต้นรัง (ต้นกุง) ขนาดใหญ่ 3 คนโอบ เป็นร่มเงาอยู่เกือบตรงกลาง ก็จะได้ยินเสียงกระดิ่งวัวสองตัวที่กำลังเล็มหญ้าดังเป็นจังหวังตามการเดินเล็มหญ้าของมัน โดยวัวสองตัวนี้ผมเข้าใจว่าพวกเขาเลี้ยงไว้สำหรับเทียบเกวียนเพื่อเดินทางไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง และนอกจากนั้นเขาก็ยังมีควายประมาณ 5-6 ตัว ทั้งตัวเล็กและใหญ่ ที่ปล่อยให้เดินกินหญ้าอย่างอิสระในทุ่งนาอันกว้างใหญ่พอสมควร สำหรับควายตัวผู้ก็จะเอาไว้สำหรับไถนาในยามทำนา ส่วนตัวเมียก็จะเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ให้มีจำนวนมากขึ้น โดยในตอนค่ำก็จะนำควายมารวมไว้ที่ใต้เถียงนาหรือที่เรียกว่าคอกควาย โดยในคอกควายนี้ก็จะมีที่สำหรับวางฟางข้าวให้ควายกินตอนกลางคืนด้วย และจะนำมาให้ควายกินหลังจากค่ำแล้ว เหตุผลที่ต้องนำความเข้ามาไว้ที่ใต้เถียงนาเนื่องจากว่าควายจะถ่ายมูลรวมกันและนำมูลควายไปใส่ในนาข้าว เพื่อให้ข้าวเจริญงอกงามดี ถามว่าขี้ควายใต้เถียงนาและคนขึ้นไปนอนด้านบนเวลาความขี้หรือฉี่จะไม่เหม็นขึ้นไปด้านบนเหรอ อันนี้ก็ต้องบอกว่ามันมีกลิ่นแรงมากๆ  แต่ถ้าอยู่กันไปนานๆ ก็จะชินและไม่รู้สึกว่ามีกลิ่นเหม็นของขี้ควายเพราะอยู่กับมันมาตั้งแต่เกิด
                หลังจากเย็นแล้วประมาณ 5 โมง หลังจากทุกคนทำงานเสร็จแล้วก็จะเก็บข้าวของใส่เกวียน โดยเกวียนนี้จะเป็นเกวียนที่ชายกลางคนๆนั้นเขาสร้างขึ้นมาเอง โดยเขาจะเป็นช่างทำเกวียน โดยเกวียนสมัยนั้นจะนำไม้เนื้อแข็งมาทำ เช่น ไม้แดง ไม้ประดู เป็นต้น จากนั้นก็จะนำวัวมาเทียม และออกเดินทางกลับบ้านไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง เป็นบ้านของเขาซึ่งอยู่หากประมาณ 1 กิโลเมตร เพราะถ้าเดินทางออกช้าเกินไปก็อาจจะมืดค่ำและมองไม่เห็นทางได้ เนื่องจากในหมู่บ้านนั้นไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องใช้ตะเกียง และข้าวของที่ขนขึ้นเกวียนก็จะเป็นตระกร้า หม้อใส่อาหาร กระติบข้าว หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เขาจะหาได้ โดยผู้หญิงวัยกลางคนจะเป็นคนขับเกวียนและก็จะมีเด็กเล็กๆ 3 คนนั้นขึ้นอยู่บนเกวียนไปด้วย ส่วนเด็กชายที่โตอีก 2 คนและพ่อของเขาจะไม่ได้กลับบ้านด้วย โดยจะนอนพักที่เถียงนาหลังนั้น แต่พวกเขาก็ยังมีงานให้ทำอีกอย่างหนึ่งคือ การใส่เบ็ด หรือการวางเบ็ด เพื่อหาปลาไว้สำหรับกินพรุ่งนี้ โดยพวกเขาจะเตรียมเบ็ดที่ทำด้วยไม้ไผ่ที่พวกเขาทำขึ้นมาเอง จากนั้นพวกเขาก็จะไปขุดไส้เดือนใส่กระป๋อง น่าจะพลาสติกหรือกระป๋องนมตรามะลิที่พอหาได้ และรอให้ค่ำๆ หน่อยพวกเขาก็จะออกไปวางเบ็ดเพื่อจับปลา โดยจะไปวางเบ็ดตามทุ่งนาใกล้ๆ และเดินหายไปในทุ่งนาท่ามกลางอากาศกำลังมืด และหลังจากกินข้าวเย็นเสร็จพวกเขาก็จะเตรียมโคมตะเกียง ที่ใช้ถ่านหินแก๊ชเพื่อใช้เป็นแสงสว่างเพื่อไปดูคันเบ็ดว่ามีปลากินบ้างหรือยัง โดยพวกเขาจะมัดโคมไฟไว้ที่หัวและสะบายหม้อแก๊ชไว้ที่บ่า จากนั้นก็จะผูกฆ้อง (อุปกรณ์สำหรับใส่ปลา) ไว้ที่เอว และก็เดินหายไปกับความมืดสนิทของท้องนา และจะกลับมาอีกทีประมาณ 1 ชั่วโมง โดยปลาที่ได้ก็จะมีปลาดุก ปลาช่อน ปลาหมอ และตอนเช้ามืดก็จะไปเก็บเบ็ดอีกที่เผื่อว่าจะมีปลาติดเบ็ดอีกในรอบ ก็จะเป็นกิจวัตรประจำวันของพวกเขาในยามหน้าฝน ส่วนหน้าแล้งพวกเขาก็จะหากินอย่างอื่นแทน เช่นการไปก้านแมงจินูน ตามต้นมะขามที่กำลังผลิใบใหม่ โดยจะต้องไปตอนหัวค่ำตอนที่แมงจินูนกำลังออกหากินใบไม้มะขามอ่อนๆ และจะไปกันทั้งครอบครัว โดยคนหนึ่งจะใช้ไม้ไผ่ยาวประมาณ 5 เมตร พาดไปยังต้นมะขาม จากนั้นคนที่เหลือก็จะช่วยกันปูเสื่อไว้ด้านล่าง เวลาแมงจินูนตกลงมาก็จะเก็บได้อย่างง่ายดาย และช่วยกันเก็บใส่ถังที่ใส่น้ำประมาณ 1 ส่วน 4 เพื่อไม่ให้มันบินออกได้ แมงจินูนก็จะมีทั้งสีแดงและสีหม่นๆ จากนั้นก็จะทำการคั่วใส่เกลือและกินกับน้ำพริก ผักลวก ผักสด ป่นปลา เป็นอาหารชั้นยอดของคนอีสานเลยก็ว่าได้
กลับมาที่การเดินทางกลับบ้าน ก็จะเดินทางมาตามทางเกวียนเก่า ที่แคบๆ พอให้เกวียนลอดผ่านไปได้ ข้างๆ ทางเกวียนก็จะมีต้นไม้น้อยใหญ่ หรือบางต้นออกลูกก็จะสามารถเก็บมากินได้ แต่ก็ไม่ได้อร่อยอะไรมากมายเป็นแค่ผลไม้ป่าเท่านั้นเอง การเดินทางก็จะผ่านทุ่งนาไปเรื่อยๆ ตามทางจนมาถึงอีกหมู่หนึ่ง ก็จะตัดเข้าถนนหลักของหมู่บ้าน จะเป็นถนนลูกลัง เป็นดินโคลนบ้างก็แล้วแต่ จากนั้นพวกเข้าก็จะเข้าไปในใจกลางหมู่บ้านเนื่องจากบ้านของพวกเข้าจะอยู่ตรงกลางหมู่บ้านพอดี เป็นบ้านไม้หลังใหญ่มาก ใต้ถุนโล่ง ตามแบบบ้านทางภาคอีสาน และใต้ถุนบ้านก็จะเป็นที่สำหรับให้วัว หรือเก็บเกวียนพักอยู่ จากนั้นทุกคนก็จะช่วยกันเก็บข้าวของขึ้นบ้าน โดยลักษณะบ้านจะเป็นเหมือนบ้านสองหลังติดกันและมีบันไดทางขึ้นอยู่ตรงกลาง ฝั่งซ้ายมือก็จะเป็นที่สำหรับรับแขกและเป็นห้องครัว และลึกเข้าไปก็จะสร้างให้ต่ำกว่าอีกพักหนึ่ง ภาษาอีสานเรียกว่า ซาน เป็นที่สำหรับวางตุ่มน้ำ หรือไว้สำหรับล้างจาน ทำกับข้าว และฝั่งขวามือก็จะเป็นสำหรับห้องนอน หิ้งพระ และตู้สำหรับเก็บหมอน ผ้าห่ม ที่นอน นอกจากนั้นภายในห้องนอนก็จะมีโต๊ะเครื่องแป้งเก่าๆ อยู่ตัวหนึ่ง และจะมีราวที่ทำด้วยเชือกระหว่างมุมเพื่อมีไว้สำหรับแขวนเสื้อผ้า จากนั้นพวกเขาก็จะร่วมกันรับประทานอาหารเย็นท่ามกลางบรรยากาศที่มือสนิท จะมีก็เพียงแต่ตะเกียงที่อยู่ตรงกลางสำหรับให้พอมองเห็นกับข้าวเวลารับประทานอาหาร โดยอาหารเย็นส่วนใหญ่ก็จะเป็น น้ำพริก ป่นปลา ผักสด และก็จะกินกับข้าวเหนียว การรับประทานก็ไม่ต้องไปคิดมากมีอะไรก็กินกันอย่างนั้น ซึ่งแค่นั้นก็นับว่าเป็นอาหารที่ดีที่สุดของชาวนาแล้ว จากนั้นทุกคนก็จะเข้านอนเนื่องบรรยากาศจะมือสนิทและไม่มีที่ให้ไปไหน พรุ่งนี้เช้าก็ต้องออกไปทุ่งนากันใหม่เพื่อทำกิจกรรม และเป็นอย่างนี้ทุกวันตามวิถีชีวิตของชาวนา
จากที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้คือชีวิตวัยเด็กของผมที่ผมพอจะจำได้ ตอนนั้นผมอายุประมาณ 7-8 ขวบได้เท่านั้นเอง และเริ่มเข้าโรงเรียน ป.1 ในปี พ..2525 และเป็นปีที่หมู่บ้านของผมมีไฟฟ้าใช้ รวมทั้งถนนที่บ้านก็มีการถมดินใหม่ทั้งหมดแต่ก็ยังเป็นถนนลูกลัง และดินก็ติดล้อรถ มอเตอร์ไชค์ จักรยาน ในยามหน้าฝน และในยามหน้าแล้งเวลามีรถยนต์วิ่งผ่านก็จะมีฝุ่นตลบมองแทบไม่เห็นทางไปสักระยะหนึ่งเลยก็ว่าได้ และผมก็อยู่กับครอบครัวอันแสนจะอบอุ่นตามประสาคนบ้านนอกที่ค่อนข้างยากจน แต่ความสุขของชีวิตไม่ได้วัดจากจำนวนเงิน หรือฐานะทางสังคม แต่มันคือความสุขของครอบครัวที่มีพ่อมีแม่ มีแต่พี่น้องที่รักกันและช่วยเหลือกัน จนผมอายุได้ 14 ซึ่งตอนนั้นคุณพ่อผมเสียและเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงชีวิตขึ้นมาตามลำดับ
ที่เล่าเรื่องนี้ขึ้นมาเนื่องจากว่าหลังจากที่เรียนจบปริญญาโทแล้ว ด้วยความตั้งใจและเป้าหมายของตัวเองที่ปักธงไว้ก่อนจะเรียนต่อ คือ ภายในวันที่ 17 สิงหาคม 2554 ผมจะต้องกลับไปทำงานใกล้ๆ บ้านให้จงได้นั้น โดยผมเริ่มสมัครงานตามบริษัทต่างๆ แต่ก็ยังไม่ได้งานดังที่ตั้งใจไว้ และในช่วงของการรองานอยู่นั้น ก็มีงานพิเศษเข้ามาคือ พี่ชัยพิสิทธิ์ ติวสร้อย (พี่ตุ๋ง) เพื่อนที่เรียนปริญญาโทด้วยกัน เขาชวนไปเป็นที่ปรึกษาธุรกิจ SMEs รวมทั้งเป็นวิทยากร อาจารย์พิเศษ โดยงานแรกคือการไปบรรยายการเขียนแผนธุรกิจให้กับนักศึกษาระดับ ปวส. ของเทคนิคลพบุรี และวิทยาลัยสารพัดช่างบรรหารแจ่มใส่ ที่สุพรรณบุรี และก็ตามด้วยงานวิจัยการพัฒนามะม่วง และงานติดตามประเมินผล สุดท้ายคือ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้า OTOP กาญจนบุรี โดยตลอด 6 เดือนของการทำงาน ผมได้ทั้งความรู้ เงิน ชื่อเสียง ความท้าทายใหม่ๆ รู้จักคนมากขึ้น และสุดท้ายคือความเหนื่อยล้าจากการต้องขับรถไปกลับกรุงเทพ-สุพรรณบุรี หรือไม่ก็สุพรรณบุรี-วังน้อย เรียกได้ว่าอาทิตย์เว้นอาทิตย์เลยก็ว่าได้ และต้องค้างคืนที่สุพรรณบุรีและกลับมาทำงานที่วังน้อยตอนเช้าวันจันทร์ และวันธรรมดาก็ทำงานบริษัท ตอนเย็นก็ทำงานพิเศษอีก โอ้ชีวิตผมเจอกับการทำงานจริงๆ แล้วเหรอเนี่ยหลังการเรียนจบ ประมาณ 4-5 ทุ่มถึงได้นอน และตลอดเวลาที่ผมขับรถไปกลับสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 120 กิโลเมตร ใช้วลาเดินทางประมาณ 1.30 นาที และตลอดเวลาของการขับรถไปกลับคนเดียวนั้นผมไม่เคยลืมเป้าหมายของตัวเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว และก็นึกถึงภาพบรรยากาศเก่าๆ ของครอบครัวสมัยเด็กๆ ที่ผ่านมาอยู่ตลอดเวลา มันเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดของชีวิตเลยก็ว่าได้สักวันหนึ่งเราจะต้องกลับไปอยู่บ้านเกิดของตัวเองให้จงได้ ส่วนงานที่ทำนั้นผมเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักนอกจากเป็นงานพิเศษและเพิ่มพูนประสบการณ์ในการทำงานของตัวเอง และหาเวลาว่างให้เป็นประโยชน์ อย่างใช้คำว่าใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เลย ผมขอใช้คำว่าผมไม่อยากมีเวลาว่างมากกว่า เพราะถ้าว่างมากไปก็คิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อยไร้สาระ โดยผมก็บอกกับพี่ชัยพิสิทธิ์ตลอดว่าสักวันผมก็คงจะไม่ทำงานกับเขาแล้ว ผมคงต้องมีชีวิตเป็นของตัวเองหลังจากได้งานใหม่ ไปทำงานที่อยากทำจริงๆ ของชีวิตตัวเองและจะต้องกลับไปทำงานที่บ้านของตัวเองเร็วๆ นี้ คงจะช่วยเขาทำงานแค่ปีเดียวเท่านั้น แต่พอหลังจากงานจบประมาณเดือนกันยายน เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดที่ผมเคยรู้จักเลยก็ว่าได้ โดยในเขตภาคกลางรวมทั้งวังน้อยสถานที่ที่ผมทำงานอยู่ก็ท่วมทั้งหมด นอกจากเขตกรุงเทพชั้นใน จนผมไม่สามารถไปทำงานที่วังน้อยได้ และต้องกลับไปทำงานที่บ้านที่ยโสธร 3  อาทิตย์ และเป็นช่วงที่พี่ชายและพี่สาวกำลังเกี่ยวข้าวพอดี ก็เลยกลับไปพักผ่อนและเกี่ยวข้าวด้วย เรื่องงานนั้นก็ไม่เท่าไหร่ ทำไปเล่นไป และประมาณ 10 ปีแล้วที่ผมไม่ได้เกี่ยวข้าวมันจึงเป็นทั้งความอยากทำและทำด้วยความสนุกท่ามกลางอากาศร้อนๆ ต้องเกี่ยวข้าวกลางแดดทั้งวัน และตอนเช้า เที่ยง และเย็นผมจึงทำงานของตัวเอง จำได้ว่าน้ำหนักลดลงไปตั้ง 5 กิโลแนะ
แต่หลังจากกลับมาทำงานตามปกติแล้วผมได้ตัดสินใจบอกกับผู้บริหารว่าได้งานใหม่แล้วและจะลาออกภายในสิ้นปี 2554 นี้ แต่ถ้ามีการปรับตำแหน่งหรือเงินเดือนก็อาจจะทำงานต่อ แต่สิ่งที่ผมได้รับคือ คำปฏิเสธจากผู้บริหารและไม่มีการปรับเงินเดือนหรือตำแหน่งใดๆทั้งสิน ผมจึงต้องทำงานต่อไปอีกสักพักหนึ่งจนกว่าจะหางานใหม่ได้ โดยอ้างว่าบริษัทที่ผมได้งานนั้นเขาเลื่อนการรับผมเข้าทำงานไปก่อนเนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วม เศรษฐกิจย่ำแย่ ผมจึงต้องพยายามหางานใหม่อย่างหนักบวกกับความเครียดของตัวเองที่ตั้งเป้าหมายไว้อย่างแรงกล้าว่าจะหางานให้จงได้ภายใน 5 เดือนหลังจากเรียนจบ แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมตั้งใจเอาไว้เลย แต่ผมคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามโชคชะตาและฟ้าก็ได้ลิขิตมาแล้วว่าเราสมควรจะได้รับหรือไม่สมควรจะได้รับอะไรและคิดว่าฟ้าเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดไว้ให้เราแล้วละ แต่ท่านยังไม่เปิดทางหรือให้เราเห็นเพื่อต้องการทดสอบความอดทนของเราว่าเหมาะสมกับสิ่งนั้นหรือไม่ หรืออาจจะยังไม่ถึงเวลา ผมต้องเรียนรู้อะไรๆ ให้มากกว่านี้อีกสักหน่อย และเมื่อเวลานั้นมาถึงจิตใจของผมก็จะรู้สึกได้เอง
ในวันที่ 5 มีนาคม 2555 เป็นวันที่ผมภูมิใจกับความสำเร็จของตัวเองอีกครั้งหนึ่งคือการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรกับสมเด็จพระเทพฯ ที่มหาลัยรามคำแหง ในการจบการศึกษาปริญญาโท แต่ก็นั่นแหละนะความภูมิใจที่เก็บไว้ในใจคนเดียวจะมีค่าอะไรเพราะคนที่เรารักและอยากให้มาร่วมงาน อยากให้เห็นเราใส่ชุดครุยรับปริญญาก็ตายหมดแล้ว ผมเลยเปลี่ยนความภูมิใจนั้นเป็นความตั้งใจมากกว่า โดยตั้งใจว่าจะทำงานและกลับไปอยู่บ้านให้จงได้ จะพัฒนาบ้านเกิดของตัวเองให้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของใครต่อใคร โดยในปีก่อนผมลืมเล่าให้ฟัง ผมได้สร้างบ้านขึ้นมาใหม่โดยรื้อบ้านเก่าของพ่อที่ปลวกกินจะหมดอยู่แล้วและสร้างใหม่ให้สวยงามกว่าเดิมแต่ก็ยังคงเน้นเป็นบ้านไม้เหมือนเดิม และก็หลังใหญ่เท่าเดิมโดยใช้เงินไปประมาณ 200,000 บาท และเป็นเงินเก็บจากน้ำพักน้ำแรกของการทำงานของผมคนเดียวทั้งหมด ทุกบาททุกสตางค์ได้มาจากการทำงานที่ ลอสคัม ตลอดเวลากว่า 10 ปี ซึ่งเป็นการทดแทนบุญคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงเรามาตั้งแต่ยังแบเบาะและท่านก็ตายโดยที่ผมยังไม่ได้ทดแทนบุญคุณของท่านเลย ผมก็เลยถือโอกาสนี้ทำในสิ่งที่ลูกคนหนึ่งสมควรจะทำให้ท่าน
แต่สุดท้ายงานที่ผมไม่คาดคิดมาก่อนหรือเป็นบริษัทที่ผมไม่เคยคิดจะสมัครงานเลยก็เข้ามาโดยหัวหน้าผมถามว่าไหนว่าจะลาออกตั้งแต่สิ้นปี แต่ทำไม่ยังไม่ออก ผมก็เลยตอบไปว่ายังหางานไม่ได้ ถ้าได้งานเมื่อไหร่ก็จะลาออกทันที แกก็เลยบอกว่า บริษัท บุญรอด กำลังหาคนมาดูแลพาเลทให้อยู่ แกเลยโทรไปหาเพื่อนแกและบอกว่าจะให้ผมไปสัมภาษณ์ และผมก็ไปสัมภาษณ์วันที่ 18 มีนาคม 2555 แรกๆ ผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรหรอกว่าจะได้เนื่องจากเท่าที่ทราบบริษัทนี้เด็กฝากเยอะ การที่เราเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จักนั้นก็เป็นเรื่องยากที่จะเข้าไปได้ แต่ในใจผมก็ยังมีความหวังอยู่ เพราะถ้าหมดความหวังก็เท่ากับตายไปแล้ว ผมก็ทำงานต่อไปเรื่อยๆ ตอนนั้นเขาให้ผมมาดูแลลูกค้ากลุ่ม ไทยเบฟ โลจิสติกส์ ทั้งหมดเลยคนเดียว ทำให้ผมได้เรียนรู้ระบบและโครงสร้างการบริหารโลจิสติกส์ทั้งหมดของกลุ่มเบียร์ช้าง งานก็ทำได้เรื่อยๆ ไม่มีปัญหาอะไร ในวันที่ 31 พฤษภาคม ฝ่ายบุคคลบริษัท บุญรอด ก็โทรให้ผมไปสัมภาษณ์ครั้งที่ 2 ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ผมใช้เวลาสัมภาษณ์  1 ชั่วโมงเต็มๆ กับผู้บริหาร 5 คน ผมใช้ความพยายามเต็มที่ในการแสดงความคิดและแสดงความรู้ที่มี และหลังจากสัมภาษณ์เสร็จผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักอีกเหมือนเดิม ได้ก็ได้ไม่เป็นไร จนสุดท้ายประมาณต้นเดือน กรกฏาคม ทางฝ่ายบุคคลก็โทรมาบอกว่าผมได้งานที่ บุญรอด แล้ว ตำแหน่ง ผู้จัดการแผนกวัสดุหมุนเวียน เขาให้เงินเดือน 35,000 บาท ให้เข้าไปทำสัญญาและเริ่มทำงานได้เลย ผมจะบอกว่าดีใจก็เร็วเกินไปเนื่องจากปัจจุบันผมมีรายได้จาก ลอสคัม ประมาณ 42,000 บาท และค่าน้ำมันรถและค่าทางด่านฟรี ประมาณ เดือนละ 8,000 บาท รวมๆ แล้วก็ประมาณ 50,000 บาท แต่งานใหม่และเงินเดือนใหม่นั้นมันน้อยกว่ากันตั้งเดือนละ 15,000 บาทเลยทีเดียว ผมจะทำใจได้อย่างไร ควรเอางานใหม่หรือทำงานเก่า หรือรองานเงินเดือนที่มากกว่านี้ก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่ดีกว่าคือ ตำแหน่งผู้จัดการ ที่มากกว่าและเชื่อเสียงบริษัทบุญรอดที่เป็นบริษัทที่ใหญ่มาก ใครต่อใครก็อยากเข้า ได้ยินว่าเขาจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานขั้นต่ำปีละ 6 เดือนเลยนะ สิ่งที่ผมคิดในตอนนั้นคือผมไม่ได้มองที่ตัวเงินอย่างเดียวผมอยากได้ประสบการณ์โดยตรงจากงานทางด้านโลจิสติกส์ และตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นเพราะหลังจากผมไปบรรยายตามที่ต่างๆ จะได้สร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวที่มากขึ้นและถ้าเป็นบุญรอดที่ทุกคนรู้จักก็เป็นผลดีกับผมอย่างมาก มากกว่านั้นผมเองมองว่า บุญรอด มีสาขาโรงงาน คลังสินค้าที่ขอนแก่น ไม่แน่ว่าผมอาจจะมีโอกาสย้ายมาทำงานที่ขอนแก่นในอนาคต แต่ก็ต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ปีเป็นอย่างน้อย
ตัดสินใจได้อย่างนี้แล้ว ผมก็เข้าไปเซ็นสัญญาเพื่อทำงาน แต่เหตุการณ์ยังไม่จบแค่นั้น ในสัญญาระบุว่า ต้องทำงานจันทร์-เสาร์ และถ้าลาออกก่อนครบกำหนด 4 เดือนอาจจะมีการปรับเงิน ซึ่งผมอ่านแล้วก็แปลกๆ แต่ก็เซ็นสัญญาไปก่อนเพราะไหนๆ ก็มาแล้ว ตอนนั้นเสียความรู้สึกอย่างมาก ผมตัดสินใจมาทำงานด้วยเงินเดือนที่น้อยกว่าตั้งเดือนละ 15,000 บาท แล้ว แต่ก็ต้องทำงานวันเสาร์ด้วย พอกลับมาถึงบ้านผมก็ส่งเมล์ขอยกเลิกสัญญาทันที โดยให้เหตุผลว่า ผมไม่สามารถทำงานวันเสาร์ได้เนื่องจากผมมีอาชีพพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือเป็นที่ปรึกษาธุรกิจและเป็นอาจารย์สอนทางด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และต้องทำงานวันเสาร์-อาทิตย์ เกรงว่าจะไม่สามารถทำงานให้ได้เต็มความสามารถตามที่เขาคาดหวังไว้ แต่ก็รู้สึกขอบคุณอย่างมากที่เลือกผมเข้าทำงาน ตอนนั้นผมยังไม่ได้ยื่นจดหมายลาออกจาก ลอสคัม พอหลังจากผมส่งเมล์ยกเลิกสัญญาไปแล้วและผมก็ตัดใจกับงานที่ บุญรอด แล้วละว่าเราไม่ได้งานนั้นก็คงต้องรอต่อไป แต่จะบอกอย่างไรดี ทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้ ผมก็ยังไม่หมดหวังซะทีเดียวพอวันต่อมา ผู้บริหารที่สัมภาษณ์ผมก็โทรมาหาทันทีหลังจากได้รับเมล์จากผม เขาเล่าให้ฟังว่าอยากได้ผมมาทำงานด้วยเนื่องจากจะให้มาบริหารไม้พาเลททั้งหมดและมีปัญหาหลายอย่างอยากให้เข้ามาสร้างระบบบริหารพาเลทให้ และยังบอกอีกด้วยว่า บุญรอด ทำงานจันทร์-ศุกร์ ทำงาน 8.30-16.30 . เท่านั้นเอง มันให้ผมงงไปหมดเลยก็สัญญาบอกว่าทำงานจันทร์-เสาร์ ทำให้ผมไม่สามารถรับงานนี้ได้เนื่องจากมีงานพิเศษ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นผมก็ตัดสินใจลาออกจาก ลอสคัม และจะไปเริ่มงาน 16 สิงหาคม 2555 ได้เลยทันที
การตัดสินใจลาออกจาก ลอสคัม สำหรับผมแล้วเป็นการตัดสินใจที่ยากและเป็นครั้งสำคัญของชีวิตของลูกผู้ชายคนนี้อีกครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะผมเริ่มทำงานร่วมกับบริษัทเมื่อ 13 สิงหาคม 2545 (2002) และตลอด 10 ปีมานี้ผมทำงานอย่างเต็มที่และเริ่มจากการไม่รู้อะไรเกี่ยวกับระบบการบริหารพาเลทเลย จนสามารถรู้เข้าใจระบบพาเลทอย่างถ่องแท้ และพัฒนาการทำงานของตัวเองขึ้นมาตลอดเวลา 10 มานี้ ทั้งภาษาอังกฤษ ระบบบริหารจัดการ การเจรจาต่อรอง การนำเสนอ ฯลฯ จำได้ว่าตอนนั้นผมต้องเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง แท๊กซี่ เพื่อเดินทางไปติดตั้งระบบบริหารพาเลทให้กับลูกค้าต่างๆ เช่น เนสท์เล่ ยูนิลีเวอร์ พีแอนด์จี เป็นต้น จนสามารถซื้อรถและเดินทางไปหาลูกค้าได้อย่างอิสระ แต่วันนั้นผมก็ตัดสินใจแล้วว่าผมต้องก้าวเดินทางต่อไป หรือก้าวข้ามขั้นบันไดขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว เพราะถ้าไม้เช่นนั้นผมก็จะต้องอยู่ที่เดิม ต่อให้ดีขนาดไหนก็ต้องไปเพื่อสร้างโอกาสและประสบการณ์ใหม่ๆ เพราะโอกาสของผมก็เข้ามาแล้วถ้าไม่คว้าโอกาสนี้ไว้มันก็จะผ่านไปและไม่รู้ว่ามันจะมาหาเราอีกวันไหน ผมตัดสินใจลาออกโดยให้มีผลการทำงานวันสุดท้าย ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2555 เพื่อให้เป็นอนุสรณ์ว่าผมทำงานครบ 10 ปี เต็มๆ เข้าวันที่ 13 สิงหาคม ลาออกวันที่ 13 สิงหาคม แต่ผมจะมาทำงานวันสุดท้ายวันที่ 31 กรกฏาคม ส่วนวันที่เหลือจะเป็นการใช้สิทธิ์ลาพักร้อน และจะกลับไปพักผ่อนที่บ้านประมาณ 1 อาทิตย์ เนื่องจากระหว่างวันที่ 9-11 สิงหาคม มีงานพิเศษที่ กาญจนบุรี ก่อนที่จะไปเริ่มงานใหม่และเป็นการพักผ่อนไปในตัวด้วย
การเดินทางครั้งใหม่ของผมจะเป็นอย่างไรนั้นผมเองก็ไม่สามารถคาดเดาหรือล่วงรู้อนาคตล่วงหน้าของตัวเองได้ แต่สิ่งหนึ่งที่จะติดตัวผมไปก็คือ ความตั้งใจ ความอดทน ความมุมานะพากเพียร ความดี และความรู้ที่ร่ำเรียนมา จะสามารถทำให้พ้นอุปสรรคได้ โดยในใจคิดไว้เสมอว่าผมจะต้องเจอกับอะไรที่หนักขึ้น งานที่มากขึ้น คนที่หลากหลายความคิดแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดนั้นผมคิดว่ามันจะทำให้ผมแข็งแกร่ง หนักแน่น และเข็มแข็งขึ้นตามลำดับ หรือผมอาจจะยอมแพ้ ท้อแท้ หมดหวังก็ได้ เพียงเพราะความคิดของผมเท่านั้นที่จะคิดอย่างไรกับมัน ถ้ามองว่าเป็นพลังผลักดันตัวเองก็เท่ากับฟื้นที่คอยเติมเชื้อไฟให้ลุกโชติช่วงอยู่ตลอดเวลา หรือถ้ามองว่าเป็นอุปสรรคก็อาจจะเป็นก้อนหินที่หนักที่ผมกำลังแบกไว้คนเดียว คงมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่อยู่ใจผมคือ เป้าหมาย และต้องท่องไว้ในใจอยู่ตลอดเวลาว่าสักวันหนึ่งเราก็ต้องหลดพ้นจากสิ่งนั้นและกำลังเดินทางไปตามจุดหมายปลายทางของตัวเองและผมก็มั่นใจว่าผมกำลังเดินอยู่บนเส้นทางของตัวเอง ไม่เดินหลงทางหรือเดินผิดทาง และกำลังขยับใกล้เข้าไปหาเป้าหมายของตัวเองเรื่อยๆ ทีละนิดๆ
ผมคงต้องขอหยุดภาคนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนส่วนในภาคต่อไปนั้นผมจะเจอกับความท้ายทายของการทำงานมากน้อยขนาดไหน หรือเจอปัญหาสารพัดที่สาหัสสากรรจ์ขนาดไหน ก็คงต้องติดตามอ่านต่อไป และหวังว่าสำหรับคนที่ติดตามอ่านเรื่องราวของผมที่แสนจะธรรมดาๆ คนนี้คงได้รับแรงบันดาลใจในการทำงานบ้างไม่มากก็น้อย และถ้าท่านอ่านมาถึงบรรทัดนี้ได้ก็ต้องของขอบคุณอย่างมากที่ติดตามอ่าน และผมยังมีเรื่องราวอีกต่างๆ มากมายที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังและความท้ายทายใหม่ๆ บนเส้นทางชีวิตของผู้ชายธรรมดาคนนี้ที่มี เป้าหมายที่ต้องทำให้ได้

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประวัติส่วนตัว ภาค9

           หลายต่อหลายครั้งตลอดหลายปีที่ผ่านมาก่อนที่ผมจะซื้อรถนั้นผมต้องเดินทางโดยรถเมล์ และมีความคาดหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องเก็บเงินเพื่อซื้อรถให้กับตัวเองให้ได้ และก่อนที่ผมจะซื้อรถนั้นผมก็ทำงานและก็เก็บเงินจากการทำงานด้วยตัวเอง ซึ่งหลายปีก่อนหน้านั้นผมแทบจะไม่เคยได้ไปเที่ยวที่ไหนเลย และจะซื้อสิ่งของที่จำเป็นเท่านั้น เช่น หนังสือ เสื้อผ้า รองเท้า หนังดีวีดีบ้าง รวมทั้งโทรศัพท์ผมก็ใช้แบบเติมเงินและก็ไม่ค่อยโทรไปหาใคร หรือใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น และก็ไม่ได้ดื่มเหล้าอะไรมากมายนานๆ จะดื่มที แต่ไม่ได้หมายความว่าผมตระหนี่ ขี้เหนียวอะไรหรอกนะ เวลากลับบ้านทีก็ดื่มกับเพื่อนๆ เต็มที่เหมือนกัน แต่ก็ปีละครั้งเท่านั้น นอกจากนั้นก็ให้พี่ชายสองคนไว้ใช้บ้างครั้งละ 1 พันหรือแล้วแต่  โดยความชอบส่วนตัวแล้วผมไม่ใช่คนหวือหวาอะไร หรืออยากไปไหนต่อไหนอยู่แล้ว ขนาดมีรถแล้วก็ต้องจ้างที่จอดรถเดือนละ 1 พันบาท ก็ไม่ไกลจากบ้านพักมากนัก ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ผมก็แทบจะไม่ได้ไปไหน ส่วนมากก็ผักผ่อนอยู่บ้านมากกว่า ส่วนวันธรรมดากลับจากทำงาน เข้าบ้านแล้วก็อ่านหนังสือ และไม่ได้ออกไปเที่ยวกลางคืนเลย ก็ไม่รู้จะไปหาใคร ไปทำไม ไปแล้วก็เหนื่อยและไม่ได้อะไรกลับมา ข้างนอกมีแต่ความวุ่นวาย และข้างล่างตึกที่ผมพักอยู่ก็จะมีร้านคาราโอเกะ 5 ร้าน ตอนดึกๆ ก็จะมีเสียงทะเลาะกันเอะอะโวย ปาขวดบ้าง และบางคืนก็จะมีตำรวจมาตรวจประจำ และก็ขี่มอเตอร์ไซค์เสียงดังโดยเฉพาะคืนวันเสาร์ ก็เลยพักผ่อนอ่านหนังสืออยู่บ้านยังมีประโยชน์มากกว่า และผมก็ยังเป็นอย่างนี้ตลอดหลายมีมานี้ นอกจากจะมีเหตุจำเป็นจริงๆ เช่น ไปงานเพื่อนๆ ที่ราม 2 แต่ก็นานๆ ครั้งจริง หรือก็คิดตลอดว่าเรามาแล้วเราก็แทบไม่ได้อะไรกลับไปนอกจากความเหนื่อยและไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ เสี่ยงต่อการโดนจับโทษฐานเมาอีกด้วย จะคิดไปแล้วได้ไม่คุ้มเสีย
           หลายต่อหลายคนคงคิดว่าการมีรถขับในเมืองจะมีความสบาย ไม่ต้องลำบากที่ต้องรอรถเมล์นานแสนนานกว่าจะมา หรือมาทีก็มาหลายๆ คันต่อกันทำให้หงุดหงิดอย่างมาก แต่สำหรับผมแล้วการต่อสู้กับการจราจรที่หนาแน่น รถติดโดยเฉพาะวันศุกร์ หรือถ้าฝนตกเกิดอุบัติเหตุด้วยละก็ไม่ต้องพูดถึง มันคือลานจอดรถลอยฟ้าดีๆ นี่เอง บางวันผมต้องทนอยู่บนท้องถนน 3 ชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน ออกจากวังน้อย 5 โมง กว่าจะถึงก็ปาเข้าไปเกือน 2 ทุ่ม และถ้าวันไหนโชคดีหน่อยก็ถึงบ้านประมาณ 18.30 . ผมอาจจะโชคดีหน่อยที่พักในเมืองและออกไปทำงานต่างจังหวัด ดังนั้นตอนเช้าผมจะขับรถออกไป ซึ่งคนส่วนใหญ่จะขับเข้ามาทำงานในเมือง ผมมองรถขาเข้าถนนวิภาวดี ติดเป็นแถวยาวส่วนผมก็พอจะขับออกไปเรื่อยๆ โดยส่วนมากผมจะขึ้นทางด่วนไปกลับแค่ด่านดินแดงเท่านั้น ทั้งที่ผมสามารถขึ้นทางด่วนและเบิกค่าทางด่วนได้ซึ่งรถจะไม่ติดเท่าไหร่ แต่ผมจะขับไปตามถนนวิภาวดีไปเรื่อยๆ หรือเพราะอาจจะสงสารบริษัทกว่าห่วงว่าเขาจะเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่าผมจะตื่นเช้าและออกจากบ้านเช้ากว่าคนอื่นๆ เพื่อเผื่อรถติดและผมก็ขับรถไม่เร็วมากขับไปเรื่อยๆ ระยะทางไปกลับก็ประมาณ 145 กิโล และนั่นมันทำให้ผมขับรถเก่งขึ้นและรู้จังหวะการแซง การเปลี่ยนเลนต์ หรืออีกอย่างหนึ่งที่ผมเคยพูดว่า คนขับรถในกรุงเทพจะเป็นคนเห็นแก่ตัว เพื่อแย่งช่องเดินรถและเบียดกันอย่างหนาแน่น และพอมาเป็นผมขับเองบ้าง ไอ้ที่ว่าเข้านั้นผมก็เริ่มเป็นอย่างคนอื่นๆ เขา เพราะถ้าไม่เบียดไม่แย่งก็อย่างหวังว่าจะได้ไปเหมือนกัน เพราะคันอื่นๆ ก็เบียดก็แย่งเราอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผมมีความเข้าใจเพิ่มมากขึ้นการกับการขับรถเมืองว่ามันต้องเป็นอย่างนี้แหละ ถามว่าผมกลัวไหมที่เป็นมือใหม่และไม่ได้ขับรถป้ายแดง และขับตลุยในเมืองเลย ก็ยอมรับว่ากลัวอยู่นะช่วงแรกๆ โดยเฉพาะการออกตัวในทางลานชัน และถ้าเครื่องยนต์ดับละก้อไม่ต้องพูดเลย ผมก็แทบจะขาสั่นอยู่เหมือนกันและด้วยจิตใจที่ว่าในเมื่อคนอื่นๆ เขาทำได้ผมก็ต้องมีความมั่นใจและทำได้เหมือนกัน ผมใช้เวลาประมาณ 2 เดือนถึงจะขับรถคล่อง ถามว่าผมเกิดอุบัติเหตุไหมในช่วงขับรถครั้งแรกๆ จำได้ว่า ตอนกลับบ้านและไปวัดป่าหนองจำปา ที่นิคมคำสร้อยผมถอยหลังและไม่ทันได้ดูปรากฏว่ากระจกด้านขวาชนกับต้นไม้หัก และขับแซงรถบรรทุกแถวๆ คลอง 3 ท้ายไปชนทำให้ไฟท้ายแตกและหลุดออกเลย และทั้งหมดนั้นก็เป็นความผิดพลาดของตัวเองที่ยังกะจังหวัดรถไม่ได้ แต่หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยประสบอุบัติเหตุอีกเลย และทุกครั้งผมก็คิดว่ามันเป็นบทเรียนสำคัญของตัวเองถ้าขับรถไม่มีอุบัติเหตุแสดงว่าขับรถไม่เป็นและเขาต้องการให้บทเรียนแก่เราอย่างไร ผมสรุปได้ว่าทุกอย่างไม่แน่นอน ไม่ให้ประมาท ให้มีสติอยู่ตลอดเวลาในขณะขับรถ โดยเฉพาะตอนขับกลับบ้านที่หลายต่อหลายคนมักบอกว่าเป็นความท้าทาย ไม่กล้าขับเนื่องจากเป็นตอนกลางคืนด้วยโดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับพวกรถบรรทุก และตอนขึ้นและลงเขา แต่สำหรับผมแล้วมันเป็นความท้ายทายและเป็นการขันรถที่สนุกและอยากขับมากที่สุด เพราะมันเป็นการขับรถกลับบ้านของตัวเอง ขับไปหาเป้าหมายของตัวเอง กลับไปหาคนที่รอเราอยู่ ยิ่งทำให้ผมมีใจจดใจจ่อกับการขับอย่างมากและอยากให้ถึงเร็วที่สุด และตลอดระยะเวลาของการเดินทางมันช่วงแห่งความสุข ความมุ่งมั่นกับคำมั่นสัญญาของตัวเองที่อยากกลับไปทำงานที่บ้านในสักวันหนึ่ง และผมก็จะขับโดยไม่ง่วงเลย เป็นความสุขที่สุดของการขับรถของผมคือการขับกลับบ้านของตัวเอง ซึ่งหลายๆคนอาจจะคิดเหมือนผม สำหรับเด็กบ้านนอกที่มาทำงานในเมืองและได้กลับไปเยี่ยมบ้านปีละครั้งนั้น มันมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงถ้าจะเล่าให้คนในเมืองฟังพวกเขาอาจจะไม่เข้าใจเด็กบ้านนอกอย่างเราสักเท่าไหร่ เลยต้องเก็บไว้ในใจคนเดียวรอเวลาที่จะได้พูดได้คุยกับใครสักคนที่เขาจะเข้าหัวอกคนอย่างเรา แต่ผมจะไปสนทำไมในเมื่อผมเองก็มีเป้าหมายในใจอยู่ตลอดเวลาตัวเองต้องการอะไรในชีวิต
                ในปีต่อมาผมไม่รอช้าที่จะทำตามความฝันของตัวเอง ซึ่งแผนการของตัวเองที่วางไว้นั้นคือผมจะต้องกลับบ้านให้จงได้ภายในวันที่ 17 สิงหาคม 2554 และผมเหลือเวลาที่จะทำให้เป้าหมายของผมเป็นจริงแค่ 2 ปีกว่าเท่านั้น และภายใน 2 ปีนี้ผมจะต้องได้อะไรบางอย่างและต้องเปลี่ยนตัวเองให้ได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การเรียนต่อระดับปริญญาโท ในตอนนั้นผมจะมีเงินเก็บไม่มากเพราะนำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อรถแล้วและถ้าไปเรียนต่อจะมีเงินพอจ่ายค่าเทอมไหม รวมทั้งกันเงินส่วนหนึ่งไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน แต่หลังจากทำการวิเคราะห์รายรับรายจ่ายของตัวเองแล้วผมสามารถจ่ายค่าเทอมได้จากรายได้ที่มี โดยมีรถยนต์ขับไปเรียน มีค่าน้ำมันฟรี เหลือแค่ต้องนำตัวเองไปนั่งเรียนตลอดภายใน 2 ปี ผมคิดเสมอว่าในโลกนี้ไม่มีของฟรี เราต้องลงทุนกับมันทั้งเวลาและความตั้งใจ แต่ถ้าวันนี้ไม่ตัดสินใจทำอะไรเลยเป้าหมายของผมจะสำเร็จได้อย่างไร สิ่งหนึ่งที่เป็นความกังวลของผมก็คืองานที่ทำอยู่ ความเบื่อหน่าย ความไม่ลงรอยกัน และปัญหาในหลายๆ เรื่องนั้นผมได้ปล่อยวางในทุกๆ เรื่องใครจะคิด จะทำอะไรก็ปล่อยให้เขาทำไป เราก็ทำหน้าที่ของเราและไม่ได้คิดว่าสิ่งนั้นเป็นเป้าหมายของผมอีกต่อไปแล้ว กลับตรงกันข้ามผมมองว่ามันเป็นต้นทุนและแรงผลักดันของผมอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมได้มีการตัดสินใจและเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือถ้าจะมองในแง่ดี ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์นั้นผมอาจจะไม่คิดอย่างนี้ อาจจะทำงานไปเรื่อยๆ และพอใจกับการเป็นอยู่ในขณะนั้น และไม่เกิดการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดกับตัวเอง ซึ่งก็นับว่าผมมีโชคอย่างบ้างที่งานส่วนของผมไม่ยุ่งเท่าไหร่ และไม่มีใครกล้ายุ่งกับผมนัก เพราะงานบางอย่างมีแต่ผมเท่านั้นที่ทำได้และจะว่าไปแล้วผมทำงานมากกว่าพวกเข้าด้วยซ้ำไป รับผิดชอบลูกค้ารายใหญ่ๆ เช่น เนสท์เล่ ยูนิลีเวอร์ รวมทั้งบริษัทเองก็นำระบบ ERP ตัวใหม่มาใช้และผมต้องดูแลและเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งหมด ดังนั้นทุกๆ วันผมก็ต้องทำงานส่วนนี้อยู่แล้ว รวมทั้งลูกค้าที่มีปัญหาการใช้โปรแกรม HMS ก็ต้องแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าคนเดียวทั้งหมด นั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมผมยังมีความสำคัญและเป็นที่ต้องการของบริษัทอยู่
                ผมมองหาสถานที่เรียนต่อ และหนึ่งในนั้นคือ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลักสูตร MBA Logistics Management ซึ่งผมวิเคราะห์ดูแล้วว่าตารางเรียนเหมาะกับผมมากที่สุด คือเรียนวันเสาร์ 13.00-17.00 และวันอาทิตย์ 8.00-17.00 การเดินทางจากบ้านก็ไม่ไกลจากบ้านนัก นอกจากนั้นนับว่าเป็นโชคชั้นที่สองที่รุ่นที่ผมสมัครเรียนเป็นรุ่นแรกที่ทางมหาลัยเขาลดค่าเรียนตลอดหลักสูตรเหลือ 155,000 บาท โดยเงินที่ลดลงคือดูงานภายในประเทศเท่านั้น ผมแทบจะร้องไชโยนี่ไงละโอกาสของผมมาแล้ว ผมไม่รีรอที่จะไปสมัครเรียนต่อในทันที และเริ่มเรียนในวันที่ 15 พฤษภาคม 2552 และผมจะไปจบประมาณ เดือน มิถุนายน 2554 ซึ่งหมายความว่าในเดือน สิงหาคม 2554 ก็จะครบ 10 ปี ที่ผมตั้งใจเอาไว้ว่าจะขอมาทำงานในกรุงเทพ และหลังจากเรียนจบแล้วภายใน 3-4 เดือน หรืออย่างน้อยจนถึงสิ้นปีผมจะต้องหางานใหม่ให้ได้และเป็นงานที่อยู่แถวๆ บ้าน เช่น มุกดาหาร ขอนแก่น อุบล โดยงานที่มองไว้คือ งานทางด้านโลจิสติกส์ อาจารย์ ผมมีความหวังอย่างแรกกล้าว่า หลักสูตร MBA โลจิสติกส์ ที่กำลังได้รับความสนใจและความนิยมอย่างมากสำหรับหลายๆ บริษัท และมหาลัยต่างๆ ก็เปิดเรียนและพูดถึงเยอะมาก น่าจะเป็นโอกาสของตัวสำหรับงานในอนาคตที่หลากหลายมากขึ้นด้วย นอกจากนั้นก็เป็นการยกระดับของตัวเองเพิ่มมากขึ้น อาจจะมีโอกาสทำงานทางด้านบริหารมากขึ้น ได้รู้จักผู้รู้มากมาย พัฒนาตัวเองในหลายๆด้าน ถามว่าทำไมผมถึงอยากเรียนหลักสูตรบริหารธุรกิจ ผมถามตัวเองหลายต่อหลายครั้งตั้งแต่ผมเริ่มอ่านและได้ศึกษา ปรัชญาชีวิตศาสตร์แห่งความสำเร็จ คิดแล้วรวย และหนังสือชุดของ ดร.นโปเลียนฮิลล์ ทำให้ผมคิดอยู่เสมอว่า งานที่จะให้ผมรวยและเป็นอิสรทางการเงิน โดยไม่ต้องเป็นลูกจ้างใครนั้นคือการเป็นเจ้าของธุรกิขสักอย่างหนึ่ง แต่ผมยังไม่มีความรู้ทางด้านการทำธุรกิจเลย ทำให้ผมอยากรู้ศาสตร์การบริหารธุรกิจอย่างมากในเวลานั้น และหนึ่งในนั้นผมได้ยินว่าถ้าอยากเป็นผู้บริหาร เจ้าของธุรกิจ ต้องจบการศึกษาอย่างน้อย MBA ซึ่งผมเองนอกจากทำงานของตัวเองที่อยู่ในวงจำกัดแล้ว ผมแทบจะไม่รู้อะไรเลย ทำให้ผมอยากมีความรู้เพื่อจะทำให้ผมค้นหาอาชีพหรือกิจการของตัวเองสักอย่างหนึ่งให้จงได้ แต่ผมต้องบอกเลยว่าผมเข้าไปเรียนต่อในครั้งนี้ผมเริ่มจากศูนย์ หรือถ้าไม่เริ่มจากศูนย์ผมก็จะล้างสมองของตัวเองให้เป็นศูนย์หรือที่ใครๆ ชอบพูดเสมอว่าทำตัวให้น้ำไม่เต็มแก้วจะได้เติมอะไรใหม่ๆ ลงไปได้  แต่สิ่งที่ผมรู้ก่อนการไปเรียนคือ ความตั้งใจของตัวเอง ความมุ่งมั่นที่จะต้องหาความรู้ให้กับเพิ่มมากขึ้น โดยทุกอย่างที่อาจารย์สอนผมจะต้องนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานการทำธุรกิจให้ได้ นอกจากนั้นผมต้องศึกษาเพิ่มเติมนอกจากตำราที่อาจารย์สอนอย่างมากถ้าหากผมอยากเป็นผู้มีความรู้จริงๆ และผมต้องอ่านหนังสือ ทำรายงานเยอะมากๆ ซึ่งผมคิดว่าปัจจุบันผมก็อ่านหนังสือเยอะอยู่แล้ว หากแต่เพียงว่าผมจะเพิ่มพลังการคิดและการกระทำของตัวเองให้มากขึ้นเป็นทวีคูณและความตั้งใจของผมคือผมจะต้องแตกฉานในศาสตร์การบริหารธุรกิจ และโลจิสติกส์ให้จงได้
                วันแรกที่เข้าเรียนผมตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้เจอเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ ได้กลับมาเรียนต่อในระดับมหาลัยและในระดับปริญญาโท ซึ่งผมเองอาจจะไม่คาดหวังว่าจะได้มีโอกาสอีกแล้ว หรือมีความคาดหวังแต่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ แล้วในวันนี้ความคิดและจิตใจของผมในตอนนั้นจดจ่ออยู่กับการเรียนและศึกษาหาความรู้เท่านั้นและจะต้องตั้งใจเรียน สอบให้ได้คะแนนที่ดีที่สุดเท่าที่ความสามารถของตัวเองจะคิดและตอบได้ โดยผมบริหารเวลาโดยการเริ่มอ่านหนังสือทันทีที่กลับจากทำงาน ประมาณ 1 ทุ่ม หลังกินข้าวเสร็จ จนถึงประมาณ 5 ทุ่มหรือเที่ยงคืนของทุกวันและไม่เคยดูทีวีเลยนอกจากรายการข่าวบ้าง แต่ถ้าบางวันเหนื่อยมากๆก็จะพักผ่อนและหลับตั้งแต่หัวค่ำเพื่อเรียนความสดชื่นและพลังมาใช้ในวันพรุ่งนี้ และวันธรรมดาก็ไปทำงาน ผมจะใช้เวลาซักผ้าเช้าวันเสาร์บ่ายก็ไปเรียน ส่วนอาทิตย์นั้นเรียนตลอดทั้งวัน หลังจากกลับบ้านวันอาทิตย์ผมจะพักผ่อนสมองนิดหน่อยจากการเรียนตลอด 2 วัน โดยการรีดผ้าเตรียมชุดทำงานตลอดทั้งอาทิตย์ โดยผมวางตารางเวลาตลอด 2 ปีที่ผมไปเรียน เนื่องจากจะเรียนต่อเนื่องตลอดเสาร์และอาทิตย์ไม่ได้หยุดพักเลย และหลักสูตรจะเป็นแบบเรียนทีละวิชาและก็สอบ สอบเสร็จก็จะเรียนวิชาใหม่ วิชาหนึ่งๆ จะใช้เวลาเรียน 4 อาทิตย์ พออาทิตย์ต่อไปก็จะทำการสอบ ซึ่งนั่นหมายความว่ารายงาน การนำเสนอจะต้องทำการส่งภายใน 1 เดือนเท่านั้น สำหรับผมแล้วไม่มีปัญหาใดๆ เลยถ้าทำจริงๆ ก็ใช้เวลาไม่นาน แต่สำหรับคนอื่นๆ ก็อาจจะคิดว่าเป็นปัญหาและเป็นภาระสำหรับตัวเอง ส่วนมากก็จะเป็นงานกลุ่มโดยการแบ่งหัวข้อกันทำและออกไปนำเสนอ ซึ่งหลายต่อหลายคนก็หยุดการเรียนหลังจบเทอมแรกหรือไม่ก็ออกไปเลย เพราะเหนื่อยและไม่ไหวกับการเรียนการสอบตลอดเวลา แต่สำหรับผมถ้าตั้งใจมาเรียนแล้วอุปสรรคใดๆ ก็หาใช่ปัญหาอีกแล้ว และผมก็เข้าเรียนเต็ม 100% ตลอด 2 ปี ไม่เคยลาหรือมาสายเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งมันเป็นการการันตีในความตั้งใจของตัวเองและเป็นความตั้งใจตั้งแต่ตัดสินใจมาเรียนต่อแล้ว ยิ่งผมเองไม่มีความรู้ ไม่มีพื้นฐานมาก่อนก็ยิ่งต้องขยันและพยายามมากกว่าคนอื่นเป็นหลายเท่าเพื่อให้ตัวเองมีความรู้ เวลาไปทำงานหรือพูดคุยกับใครหรือมีโอกาสได้เป็นวิทยากร หรืออาจารย์สอนจะได้พูดได้อย่างฉะฉานว่าเรามีความรู้จริงๆ สมกับการเรียนจบระดับปริญญาโท ด้านโลจิสติกส์
                โดยส่วนมากก่อนการสอบผมจะลางานวันศุกร์ เพื่ออ่านหนังสือเตรียมสอบและพอจะสอบผมแทบจะไม่อ่านหรือหยิบหนังสือมาอ่านเหมือนกับเพื่อนๆ ที่พอจะสอบก็พึ่งจะอ่าน เนื่องจากผมอ่านและเตรียมตัวมาอย่างดีแล้ว ดังนั้นผมจึงไม่มีความกังวลใดๆ ก่อนการเข้าห้องสอบ และจะตอบคำถามให้สุดความสามารถที่จะตอบได้ เท่าที่ตัวเองคิดและเขียนออกมาได้ ก็จะเขียนในกระดาษคำตอบเกือบทุกหน้า ไม่ได้ปล่อยให้ว่างไว้เลย และเวลาออกจากห้องสอบก็จะออกตอนหมดเวลาพอดี 3 ชั่วโมง หลายคนคงคิดว่าการสอบใช้เวลานานมากตั้ง 3 ชั่วโมง จะทำอะไรมากมาย แต่สำหรับผมแล้วเวลา 3 ชั่วโมงนั้นมันไม่พอสำหรับการสอบเลย และมันยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมเขียนไม่ทัน และตลอดระยะเวลาของการสอบนั้นผมแทบจะไม่ได้หยุดเขียนคำตอบเลย ใช้สมาธิในการสอบโดยไม่เคยสนใจเพื่อนข้างๆ มันเป็นการสอบที่ท้าทายผมมากเพราะทั้งเหนื่อยและสนุกกับการเขียนในสิ่งที่ตัวเองรู้ ตัวเองคิด และวิธีแก้ปัญหาต่างๆ โดยไม่มีผิดไม่มีถูก อยู่ที่ว่าใครจะมีแนวคิดอะไรที่แตกต่างมากกว่า ถ้าเปรียบไปแล้วการสอบเหมือนกับว่าผมขับรถเหยียบ 120 ไม่ได้แต่เบรคเลยตลอด 3 ชั่วโมงนั้น จะรู้ตัวอีกทีก็เหลือเวลา 5 นาทีจะหมดแล้ว และหลังจากสอบเสร็จก็เหมือนทุกอย่างได้ปลดปล่อยไปหมดแล้วกับการสอบ มีเท่าไหร่ก็ใส่ให้หมด และผลการสอบจะเป็นอย่างไรนั้นผมไม่เคยคาดหวัง เพราะมันแก้ไขไม่ได้อีกแล้ว คิดเพียงว่าขอให้สอบผ่านทุกๆ วิชาโดยไม่ต้องสอบซ้ำหรืออย่างน้อยที่สุดก็ขอให้ได้เกรด B+ ขั้นต่ำ เพราะถ้าต่ำกว่านี้ผมคงไม่ไหวแน่ มันแสดงถึงการไม่มีความรู้ การไม่ตั้งใจเรียน ไม่เอาใจใส่
                เทอมแรกเป็นการปรับพื้นฐานผมยอมรับว่ามีความกลัวว่าจะสอบไม่ได้แต่ผลการเรียนออกมาด้วยเกรดเฉลี่ย 3.89 เทอมที่สองเป็นการเรียนในวิชาเนื้อหาหลักของ การจัดการโลจิสติกส์ ล้วนๆ และเป็นความตั้งใจของผมจะต้องทำคะแนนให้ดีที่สุดในทุกวิชา และผมการเรียนผมออกมาแบบแทบไม่เชื่อคือ เกรดเฉลี่ย 4.00 เป็นความตั้งใจและผลของความตั้งใจนั้นส่งผลให้ผมสอบได้เกรด A ทุกตัวในเทอมเดียว เทอมที่ 3 เนื้อหาจะยากขึ้นและเกิดความผิดพลาดของการทำรายงานกลุ่ม ทำให้วิชาหนึ่งผมได้เกรด B+ และก็เกรดเดียวที่แทรกเข้ามาถ้าไม่อย่างนั้นผมจะสอบได้เกรด A ทุกวิชา เพราะในเทอมสุดท้ายผมก็ได้เกรดเฉลี่ย 4.00 เป็นเทอมที่สอง สรุปแล้วผมจบที่เกรดเฉลี่ย 3.87 ซึ่งแน่นอนว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะใช้วัดความสามารถและการประสพความสำเร็จของชีวิตไม่ได้ทั้งหมด บางเรียนไม่เก่งแต่อาจจะมีความสามารถในการประกอบอาชีพ การทำงานที่เข้ากับคนอื่นได้ดีกว่า แต่ผลการเรียนก็เป็นผลของความตั้งใจของการศึกษา และเป็นใบเบิกทางของตัวเองในการสมัครเข้าทำงานและวัดคุณภาพของคนส่วนหนึ่ง ถ้าจะถามผมพอใจอย่างมากเพราะมันเป็นความสามารถของเราและความตั้งใจที่ทำตลอด 2 ปีนั้น ซึ่งมันจะติดตัวเราไปตลอดชีวิต รวมทั้งการสอบประมวลความรู้ที่หนักหนาสาหัสสากันณ์ไม่แพ้กัน เพราะในการสอบวิชาสุดท้ายจะสอบตลอดทั้งวันห้ามออกไปไหน มีน้ำดื่มและข้าวกล่องแจกให้กับทุกคน และต้องอ่านข้อสอบประมาณ 30 หน้า วิเคราะห์และตอบคำถามตามแนวความคิดของตัวเองตลอด 7 ชั่วโมงนั้น มันเป็นประสบการณ์ของการเรียน MBA การจัดการโลจิสติกส์ ของมหาลัยรามคำแหง ที่ทุกคนจะต้องสอบให้ผ่านและผ่านเหตุการณ์นั้นๆ ทุกคน เป็นความทรงจำที่ดีมากของชีวิตและเป็นเรื่องที่จะต้องนำไปเล่าให้คนรุ่นหลังๆ ฟังถ้ามีโอกาส ว่ากว่าจะเรียนจบนั้นมันยากขนาดไหน ต้องผ่านการเรียน การอ่าน การทำรายงาน การนำเสนอ และการสอบประมวลความรู้ที่วัดว่าตลอดเวลาที่เรียนมาเรามีความรู้อะไรบ้าง ไม่ใช่จบออกไปได้ปริญญาแต่ไม่มีความรู้อะไรเลย ซึ่งก็มีให้เห็นมากมาย
                สำหรับผมการเรียนจบแล้วยังไม่สามารถบอกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นผู้มีความรู้จริงๆ แต่การเรียนในมหาลัยทำให้ได้แค่หลักแนวคิด ทฤษฏีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในศาสตร์นั้นๆ เท่านั้น ซึ่งต้องมาทำการศึกษาด้วยตนเอง ค้นคว้าเพิ่มเติม และทำความเข้าใจให้ถ่องแท้มากกว่านี้ รวมทั้งยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดนั้นจะต้องทำการอ่านและศึกษาอย่างต่อเนื่องในหัวข้อที่เรายังไม่แตกฉานให้มีความเข้าใจ จนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน การเรียนจบในระดับปริญญาโทสำหรับผมแล้วเป็นแค่การเริ่มต้นของอะไรสักอย่างหนึ่งเท่านั้น ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าในอนาคตจะต้องไปทำงานที่ไหน จะเจอปัญหาอะไรมากมายที่รอเราอยู่ จะอาศัยแค่การเรียนจบก็คงไม่ได้ ยังมีองค์ประกอบต่างๆ ที่ต้องควบคู่กันเช่น ภาษาอังกฤษ บุลลิกภาพ ความเป็นผู้นำ การปรับตัว การทำงานร่วมกับผู้อื่น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ที่สำคัญเราจะต้องไปพบกับประสบการณ์จากการทำงานจริงๆ นั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด หรือไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ซึ่งแน่นอนว่าแค่การเรียนจบไม่ได้การันตีว่าจะสามารถทำงานได้และประสพความสำเร็จอย่างแท้จริง แต่ทั้งหมดนั้นเป็นแค่ใบเบิกทางของผมในครั้งที่สอง ที่จะก้าวไปข้างหน้าหรือไม่ก็อยู่ที่เดิมตามแต่ผมจะคิดและมีการตัดสินใจกับตัวเองเท่านั้น และเรื่องราวชีวิตของผมจะเป็นอย่างไรนั้นจะเป็นอย่างไรต่อก็จงติดตามอ่านในตอนต่อไปนะครับ ผมจะสามารถประสพความสำเร็จตามที่ตัวเองต้องการหรือผิดหวัง และวิถีชีวิตของผมจะเป็นอย่างไรนั้น ยังมีเหตุการณ์ของความไม่คาดถึงรออยู่ ความท้าทายนั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม ผมจะมองมันเป็นหินรองก้าวและโอกาสในการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวไปคว้าความฝันที่ผมต้องการจริงๆ สิ่งนั้นจะเป็นประสบการณ์ของผม และเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ ผมอาจจะตัดสินใจทำอะไรบางอย่างสำหรับเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง แต่ทั้งหมดนั้นจะต้องยึดหนังเหตุผลและความเป็นได้ ที่สำคัญสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับผมและผมสามารถจะทำได้ตามกำลังความสามารถ กำลังความคิดและเงินทุนของตัวเองที่มีอยู่ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในความคิด หรือที่เรียกว่า แผน นั่นเอง แต่สิ่งที่ทำให้ผมยึดมั่นอย่างมากคือคำว่า สิ่งใดก็ตามที่จิตใจเชื่อ จิตใจสามารถบรรลุความสำเร็จได้